งกรเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น ท่านรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่าอะไร?”
เยวี่ยเชียนเหมินผลักประตูเดินออกไป เหลือบมองดูสมณะตู้ไห่ที่นั่งอยู่บนอาสนะ รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินทั้งหมดแล้ว จึงเดินออกไปอย่างโกรธเกรี้ยว
สมณะตู้ไห่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา กล่าวว่า “ข้าจะจดเรื่องเหล่านี้เอาไว้”
จางอี๋อ้ายเดินมาที่หน้าประตู สะบัดชุดของตัวเองพลางนั่งลงบนธรณีประตู กล่าวว่า “ลำบากไต้ซือแล้ว”
……
……
ในคืนวันเดียวกัน เมืองเจาเกอที่เพิ่งจะสงบลงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าม้าของกองทัพเสินเว่ยตั้งสะท้อนไปในเมืองราวเสียงฟ้าร้อง พื้นถนนสั่นสะเทือน คล้ายคุกสะกดมารเกิดเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง
แสงไฟในกรมชิงเทียนส่องสว่าง เหล่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้นอนทั้งคืน จัดระเบียบเอกสาร เริ่มทำการสืบสวนด้วยตนเอง
ทุกเบาะแสที่เหล่าเจ้าหน้าที่สืบได้ล้วนชี้ไปยังที่ที่หนึ่ง ดังนั้นม้าเหล็กของกองทัพเสินเว่ยจำนวนหลายร้อยตัวจึงไปล้อมที่แห่งนั้นเอาไว้
ตำหนักองค์ชายจิ่งซิน
……
……
เมื่อคืนวัดไท่ฉางเงียบสงบเหมือนปกติ เช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงก็ดูเหมือนรุ่งเช้าปกติธรรมดา
หลังจางอี๋อ้ายล้างหน้าล้างตาเสร็จก็มารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับสมณะตู้ไห่ โจ๊กข้าวฟ่างสองชามและขนมเปี๊ยะผักบางๆ สามแผ่น สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือเขากินไข่เค็มไปอีกครึ่งใบ
นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว คนที่มาถึงวัดไท่ฉางเร็วที่สุดมิใช่ลู่กั๋วกงหรือว่าตัวแทนจากสำนักไหน หากแต่เป็นเ