แผ่นดินไหวในเมืองเจาเกอยังคงดำเนินต่อไป
เยวี่ยเชียนเหมินยิ่งรู้สึกร้อนใจ คิดอยากจะฝืนเข้าไปในคุกสะกดมารเพื่อดูสถานการณ์ด้านใน แต่กลับถูกจินหมิงเฉิงพากองทัพเสินเว่ยมาขวางเอาไว้ด้านนอก
เซี่ยงหว่านซูและคนอื่นๆ รีบเดินทางมาวัดไท่ฉาง สีหน้าดูคร่ำเครียด
คนที่สีหน้าคร่ำเครียดยิ่งกว่านั้นย่อมต้องเป็นเจ้ากรมชิงเทียนจางอี๋อ้าย สถานะขุนนางระดับสูงของราชสำนักและศิษย์สำนักจงโจวคล้ายเป็นภูเขาสองลูกที่บีบเขาเอาไว้จนแทบจะหายใจไม่ออก
ในเวลานี้ลู่กั๋วกงควรจะแสดงคุณสมบัติที่ขุนนางคนสนิทควรจะมีออกมา เขาทิ้งวัดไท่ฉางไปอย่างไม่ลังเล รีบเข้าไปในวังหลวงด้วยความเร็วที่เร็วที่สุด ทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ฮ่องเต้ทรงทราบ ก่อนกล่าวขอคำแนะนำว่า “หากแผ่นดินไหวยังไม่หยุด คนของสำนักจงโจวจะต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่ ถึงตอนนั้นควรจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
“คุกสะกดมารย่อมสำคัญ แล้วประชาชนทั่วทั้งเมืองไม่สำคัญหรือ?”
ฮ่องเต้กล่าวว่า “ให้เหล่าอาจารย์เซียนของสำนักจงโจวช่วยอพยพชาวบ้านออกจากเมืองเจาเกอ เขาอวิ๋นเมิ่งบอกว่าฟ้าดินคือหน้าที่ของตัวเอง แล้วในเวลาแบบนี้จะไม่ออกแรงได้อย่างไร?”
คำพูดนี้จะว่าไปก็มิได้ผิด แต่สำนักจงโจวจะทิ้งบรรพจารย์ของตัวเองไม่สนใจ แล้วไปคอยดูแลคนธรรมดาเหล่านั้นได้อย่างไร?
ลู่กั๋วกงคิดในใจ หากคนที่ถ่ายทอดคำพูดนี้ออกไปคือตัวเอง เกรงว่าคงจะถูกเยวี่ยเชียนเหมินฟาดตายแน่นอน
ดังนั้นคนที่จะไปวัดไท่ฉางเพื่อถ่ายทอดพร