ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเองก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังมาจากด้านนอก จึงเดินออกมาจากห้องภาวนาแล้วกล่าวถามว่า “เหตุใดนักพรตจึงหัวเราะ?”
อินซานโบกมือพลาวกล่าว “ไม่มีอะไร เพียงแต่คิดถึงว่าถึงแม้วัดนั้นจะมิใช่วัดนี้ แต่ไปๆ มาๆ สุดท้ายก็ยังคาดหวังให้ในวัดแก้ไขปัญหา จึงรู้สึกว่าน่าสนใจ”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไร จึงเตรียมจะถามต่อ ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นมาอีกครั้ง ภายในท้องพลันรู้สึกหิวขึ้นมา จึงลืมเรื่องนี้ไป
ตามกฎของวัดกั่วเฉิง ทุกวันช่วงเช้าตรู่หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จแล้วจึงจะทานอาหารได้
อินซานปฏิเสธคำเชิญของปรมาจารย์สำนักเสวียนอิน จากนั้นถือคัมภีร์เดินเข้าไปในห้องภาวนาแล้วเริ่มครุ่นคิดปัญหาของเขา
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเดินผ่านป่าสนและป่าเจดีย์ ผ่านโบสถ์และทางแคบๆ มาถึงห้องครัวใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าวัด เตรียมจะกินอาหารเช้า
ทางอารามหลี่ว์ถังก็มีห้องครัวของตัวเองอยู่ แต่อาจจะเพราะเคยผัดกับข้าวอยู่ในห้องครัวใหญ่นี้ ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินจึงชินกับการกลับมากินข้าวที่นี่
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมทุกวันถึงต้องกินข้าว แถมบางครั้งยังอยากจะกินคน หากใช้คำอธิบายที่เขาอธิบายต่ออินซานมาอธิบายล่ะก็ นั่นก็คือความสุข
เขาถูกข่ายพลังชิงซานบีบให้ต้องทนทุกข์อยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายร้อยปี สภาวะได้รับความเสียหาย หน่อมารค่อยๆ แข็งตัว ชีวิตนี้หมดหวังที่จะบรรลุกลายเป็นเซียนแล้ว