คิดเพียงแต่ว่าจะใช้ชีวิตนี้ให้มีความสุขอย่างไร
ในห้องครัวด้านหน้ามีคนกำลังทะเลาะกัน
พระอ้วนรูปหนึ่งถือหมั่นโถวอยู่ในมือ กล่าวกับพระที่รับผิดชอบหน้าที่เข้าครัวในวันนี้อย่างโมโหว่า “ข้ากินหมั่นโถวกับใบงานิดหน่อย ผิดตรงไหน! ข้างในก็ไม่มีเนื้อเสียหน่อย!”
การทะเลาะนี้เป็นไปอย่างดุเดือด ทะเลาะอยู่ครู่ใหญ่
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินเข้าไปตักโจ๊กมาชามหนึ่งแล้วนั่งลงที่โต๊ะยาว ยิ้มกรุ้มกริ่มฟังเสียงทะเลาะกันอยู่ครู่ใหญ่ ดื่มโจ๊กข้าวฟ่างหางม้าไปสามชามแล้วจึงจากไป
ในตอนที่กลับมายังห้องภาวนาไป๋ซาน อินซานยืนอยู่หน้าพระพุทธรูป เหม่อมองดูคัมภีร์ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินสีหน้าไม่เปลี่ยน ในใจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ จึงกล่าวถามว่า “ทำไมหรือ?”
อินซานกล่าวว่า “เดิมข้าคิดว่าหากอ่านคัมภีร์เหล่านี้จนจำขึ้นใจแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาติดตัวไปด้วยอีก แต่ในตอนที่เตรียมจะโยนทิ้งกลับพบว่าเหมือนยังขาดอะไรบางอย่างไป”
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินไม่ได้สนใจประเด็นสำคัญในคำพูดประโยคนี้ หากแต่กล่าวถามอย่างตกใจว่า “เอาไป? ไปไหน?”
อินซานกล่าวว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากทำมาโดยตลอด คิดมาหลายปีแล้ว แต่ว่าไม่มีโอกาสเสียที ตอนนี้เหมือนโอกาสจะมาถึงแล้ว”
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินกล่าว “เรื่องที่นักพรตอยากจะทำแต่ยังทำไม่สำเร็จจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ คัมภีร์เหล่านี้เมื่อเทียบกับมันแล้วไม่มีค่าใ