ห้เอ่ยถึงเลย อย่างนั้นก็ทิ้งเอาไว้ที่นี่แล้วกัน”
อินซานมองดูคัมภีร์ที่กองอยู่บนพื้นเหล่านั้น นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “คัมภีร์เหล่านี้พูดกับข้า”
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินไม่ได้ด่าว่าเขาบ้า หากแต่กล่าวถามด้วยสีหน้าจริงจัง “พูดว่าอะไร?”
อินซานกล่าว “คัมภีร์พวกนี้บอกว่าเมื่อเห็นการเกิดดับ จะไม่สามารถหลุดพ้นได้อีก”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินกล่าว “นักพรตก็รู้ว่าข้าโง่เขลา คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
อินซานกล่าวว่า “มันบอกว่าอย่าไป…ก็จริง ด้วยสภาวะของข้าในตอนนี้ ถึงไปก็ไม่มีประโยชน์ บางทีการดูอยู่ไกลๆ หรือว่าไม่ดูอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า”
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินครุ่นคิด บนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มถ่อมตัว จากนั้นกล่าวว่า “ถ้าไงให้ข้าช่วยพาท่านนักพรตไปส่งไหม?”
อินซานเงยหน้าขึ้นมามองเขา พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “เจ้าไปที่นั่นมีแต่จะตายเปล่าๆ”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินมีวิชามารที่สูงส่งลึกล้ำ เทียบได้กับยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ เมื่อมีเขาอยู่ข้างกาย อินซานจึงกล้าเดินไปไหนมาไหนบนโลกมนุษย์ได้ตามอำเภอใจ ถึงขนาดกล้ามาอยู่ในวัดกั่วเฉิง
มีสถานที่ใดที่อันตรายถึงขนาดนั้น ถึงขนาดที่ว่ากระทั่งปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเข้าไปแล้วก็ยังต้องตายอย่างแน่นอน?
แต่ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินกลับฟังเข้าใจ คำพูดประโยคนี้ของนักพรตดูคล้ายเป็นห่วง แต่ความจริงแล้วกลับเป็นการเตือน
เป็นหมาก็ต้องเป็นหมาเฝ้าบ้าน