งเห็นลายเส้นที่เป็นเหมือนลวดลายต่างๆ จำนวนมากอยู่บนผิวผนังหินที่เปลือยเปล่าเหล่านั้น
นั่นมิใช่การเปลี่ยนแปลงเพราะสภาพอากาศ หากแต่เป็นร่องรอยการอ่อนตัวจากคลื่นความร้อน
ไม่รู้ว่าเดินไปนานเท่าไร ในที่สุดความร้อนก็ค่อยๆ หดหายไป อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย จิ๋งจิ่วหยุดฝีเท้า ยื่นมือออกไปในอากาศ
ตรงตำแหน่งที่ความร้อนและความเย็นบรรจบกันย่อมต้องมีลม เขาไม่กังวลว่าลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของตนจะทำให้ใครรู้ตัว
หลังจากนั้น เขาเอามือคว้าจับไปในอากาศ
เขาถูนิ้วมือตัวเอง รับรู้ได้ถึงความมันเล็กน้อย คล้ายในอากาศมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมา
เขาเดินหน้าต่อไปอีกสักพักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็มองเห็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในอากาศที่ว่านั้น มันคือหมอกสีเขียว มีกลิ่นคาวฉุนจมูก น่าจะมีพิษที่รุนแรงอย่างมาก
จิ๋งจิ่วไม่สนใจ เขามั่นใจว่าชุดสีขาวบนร่างกายสามารถทนทานต่อหมอกสีเขียวได้ จึงรู้สึกวางใจ ในขณะที่เตรียมจะเดินหน้าต่อ เขาพลันรู้สึกเบาขึ้นมาตรงหัวไหล่
ในชั่วพริบตาที่กระบี่เหล็กใกล้จะตกถึงพื้น เขาพลิกมือไปคว้าจับตัวกระบี่เอาไว้ จากนั้นหยิบเอามาดู ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ผ้าที่ห่อหุ้มกระบี่เหล็กเอาไว้ถูกหมอกสีเขียวกัดกร่อนจนเสียหายอย่างหนัก ในเวลานี้ยังคงเปื่อยยุ่ยด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จิ๋งจิ่วตัดแขนเสื้อของตนเองมาท่อนหนึ่ง ก่อนจะมัดกระบี่เอาไว้ที่หลังตนอีกครั้ง จากนั้นเดินหน้าต่อ
หมอกเขียวหนาทึบขึ้นเ