คัมภีร์ฌานที่ฉานจึมอบให้เขานั้นมันลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจได้จริงๆ อีกทั้งฉานจึยังพูดเอาไว้ชัดเจนว่าคัมภีร์นี้เขาต้องทำความเข้าใจมันด้วยตัวเอง และถึงต่อให้เขาอยากจะไปหาคนมาช่วยสอน เขาจะไปหาใครได้?
รุ่งเช้าวันที่สองมีคนมาหา
คนผู้นั้นคือชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาดูดีคนหนึ่ง รอยยิ้มสะอาดสะอ้าน
แวบแรกที่หลิ่วสือซุ่ยได้เห็นชายหนุ่มผู้นั้นก็รู้สึกได้ถึงความใกล้ชิด มิรู้เป็นเพราะเหตุใด
แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับตะลึงงันในแวบแรกที่เห็นเขา
หลิ่วสือซุ่ยมองดูตะกร้าใบใหญ่ที่ชายหนุ่มผู้นั้นนำมาด้วย จึงคาดเดาได้ว่าเขาเป็นนักการในวัดกั่วเฉิงที่มาเอาผัก จึงกล่าวถามว่า “ทำไมหรือ?”
ชายหนุ่มผู้นั้นได้สติขึ้นมา จึงยิ้มพลางกล่าว “ก็แค่เห็นว่าจู่ๆ ลุงกังกลายเป็นชายหนุ่มอย่างเจ้า ข้าเลยนึกว่าเขากินยาวิเศษอะไรเข้าไป”
หลิ่วสือซุ่ยหัวเราะขึ้นมา ก่อนจะช่วยเขาเก็บผักจากในสวนมาใส่ตะกร้า พลางกล่าวถามว่า “ท่านชื่ออะไร?”
ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าชื่ออินฝู”
……
……
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้
ทุกวันนอกจากคอยดูแลแปลงผัก หลิ่วสือซุ่ยก็จะทำความเข้าใจคัมภีร์ผืนนั้น เพียงแต่ก้าวหน้าไปได้อย่างเชื่องช้า ส่วนเสี่ยวเหอก็จะนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ตรงข้างหน้าต่างอย่างเงียบๆ ด้วยความเร็วเช่นนี้ กว่าหลิ่วสือซุ่ยจะเรียนรู้คัมภีร์นั้นได้ เสี่ยวเหอก็คงเย็บชุดเจ้าสาวของหลาวสาวออกมาได้แล้ว
ทุกวันชายหนุ่มที่ชื่ออินฝูผู้นั้นจะมาเก็บผักที่สวน จึงสนิ