่างก็เบาบางลงเรื่อยๆ เริ่มมองเห็นท้องฟ้าสีเทาและกิ่งไม้ในฤดูใบไม้ร่วง
ทิวทัศน์ต่างๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เมื่อคิดถึงว่ารถม้าคันนี้จอดอยู่ที่เมืองอวิ๋นจี๋มาเป็นเวลาหลายปี เพียงเพื่อรอให้จิ๋งจิ่วมานั่งเป็นครั้งคราว
เสี่ยวเหอกล่าวทอดถอนใจออกมาว่า “มองไม่ออกเลยว่าอาจารย์เซียนจิ๋งจิ่วจะชอบดื่มด่ำกับอะไรแบบนี้ด้วย”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “ข้าเคยบอกแล้วว่าเขาขี้เกียจ แล้วก็ไม่ชอบขี่กระบี่ เช่นนั้นการเดินก็ย่อมไม่มีทางสบายเท่าการนั่งรถ”
……
……
สถานที่ที่ใช้เวลาเพียงวันเดียวในการขี่กระบี่หรือว่าใช้วิชาหลบหนีก็สามารถมาถึงได้ หากนั่งรถมักจะต้องใช้เวลาหลายสิบวัน สำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้วนี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจทนได้ ถึงแม้รถม้าคันนี้จะนั่งสบายแค่ไหน แต่ในช่วงเวลาหลายวันสุดท้าย หลิ่วสือซุ่ยกับเสี่ยวเหอก็รู้สึกใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ในรุ่งเช้าวันหนึ่ง เมื่อเห็นท้องนาที่อยู่ข้างทาง หลิ่วสือซุ่ยก็รู้สึกแปลกใจที่ต้นข้าวเหล่านี้เติบโตได้ดีเช่นนี้ เมื่อมองดูดีๆ ก็พบว่าภายในท้องนาล้วนแต่เป็นดินดำที่อุดมสมบูรณ์ ถึงได้รู้ว่ามาถึงมั่วชิวแล้ว รถม้าเดินทางไปอีกหลายชั่วยาม ในที่สุดเขาก็มองเห็นกำแพงสีเหลืองและหลังคากระเบื้องที่สะอาดสะอ้าน จึงรู้สึกโล่งใจ
เพราะจดหมายฉบับนั้น สมณะที่คอยต้อนรับแขกของวัดกั่วเฉิงจึงมิได้ขวางทาง เขาพารถม้าคันนั้นเข้าไปในส่วนลึกของวัด เรียกได้ว่าให้การต้อนรับเป็นอย่างดี จากนั้นบอกกับหลิวสือซุ่