็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าวุ่นวายจริงๆ ด้วย
เขายื่นมือไปคว้าจับตัวหนังสือหลายร้อยตัวที่เปล่งแสงสีทองอยู่กลางอากาศ จากนั้นเอามันมาประทับลงไปบนผ้าที่เตรียมเอาไว้
หลิ่วสือซุ่ยรับเอาผ้าผืนนั้นมา ยังไม่อาจถอนตัวออกมาจากความตกตะลึงได้
“เรื่องปู้เหล่าหลิน เจ้ามีความดีความชอบต่อฝ่ายธรรมะ ช่วยเหลือเจ้าถือเป็นเรื่องที่สมควร”
ฉานจึแสร้งมองเขาด้วยสีหน้าจริงจังพลางกล่าวว่า “แต่เจ้าจะเรียนได้กี่ส่วน อันนี้ก็คงต้องดูสติปัญญาของเจ้า”
หลิ่วสือซุ่ยมองดูผ้า พบว่าตัวหนังสือที่เขียนอยู่บนหัวผ้าคือคำว่า ‘ดังที่เราได้สดับ’ จึงยิ่งรู้สึกตกใจ ในใจครุ่นคิดว่านี่เป็นคัมภีร์ฌานของวัดกั่วเฉิงอย่างนั้นหรือ?
เขารู้ว่าปรมาจารย์อาจิ่งหยางมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนและอาจารย์กับฉานจึ แต่ของขวัญเช่นนี้…คุณชายเป็นใครกันแน่?
เขาฝืนสงบใจ กล่าวคำขอบคุณต่อฉานจึอย่างจริงใจ อย่างนั้นเตรียมเดินออกไป
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าผ่านธรณีประตูของห้องภาวนา เขาพลันหยุดฝีเท้า จากนั้นเหลียวหน้ากลับมาพูดกับฉานจึอย่างกระอักกระอ่วนว่า “เรื่องของข้าไม่สะดวก….”
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อาจให้คนอื่นรู้ได้ ข้าจะบอกให้พวกเขาปิดปาก”
ฉานจึกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “วัดกั่วเฉิงของข้าถนัดเรื่องปิดวาจาที่สุดแล้ว”
หลิ่วสือซุ่ยเดินออกไปจากห้องภาวนา
สายตาของฉานจึมองไปบนจดหมายอีกครั้ง ครั้งนี้เขามองไปตรงท่อนสุดท้าย
“ศิษย์ชิงซานจะฝึกปิดวาจาไปทำไม?”
เขารู้สึกว่าคำขอของ