่านั้นก็หายไปจนหมด เหลือเพียงแค่ความเย็นชาและความหยิ่งทะนง
“เจ้าเป็นแค่เจ้าสี่ เมื่อไรกลายเป็นพี่ใหญ่ ค่อยมาใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับข้า”
อินเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พี่ใหญ่งั้นหรือ…”
ฟางจิ่งเทียนเดินไปยังริมเสาหินพร้อมทอดมองออกไป
เมฆหมอกที่อยู่ด้านนอกเสาหินกลับมาหนาทึบอีกครั้ง ปกคลุมทัศนวิสัยเบื้องหน้าของเขา
เขากำลังมองดูยอดเขาซั่งเต๋อ
ตอนนั้นเขาเข้าสำนักช้ากว่าคนอื่นมาก ช่วงเวลาที่อาศัยอยู่บนยอดเขาซั่งเต๋อก็ไม่ได้นานเท่าไร ไม่ได้ผ่านช่วงเวลาที่มีการกินหม้อไฟและเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน
เรื่องราวเหล่านั้นเป็นอาจารย์ที่เล่าให้เขาฟังภายหลัง มีทั้งความรู้สึกคิดถึงและเสียใจ
ภายหลังเขาได้เห็นภาพต่างๆ มากมายด้วยตัวเอง
อาจารย์อาเหมือนจะไม่สนเรื่องราวบนโลก
ศิษย์พี่ทั้งสองคนดูซื่อสัตย์จริงใจ
อาจารย์มีบุญคุณต่อพวกเขาดั่งขุนเขา สุดท้ายก็ยังตกอยู่ในสภาพนั้น
“ในเมื่ออาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ อย่างนั้นพวกเขาก็ต้องตายแน่นอน”
เขากล่าว
“มีเจ้าสำนักและกฎแห่งกระบี่อยู่ คำพูดนี้ช่างน่าขัน”
อินเฟิ่งกล่าว
ฟางจิ่งเทียนหมุนตัวมาพูดกับมันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ที่โชคดีก็คือความสัมพันธ์ของเจ้าสำนักและกฎแห่งกระบี่ไม่ดีเท่าไร และข้าซึ่งเป็นศิษย์น้องทราบดีถึงจุดนี้ เมื่อความเป็นความตายกำลังมาถึง ความขัดแย้งทุกอย่างจะถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นก่อนที่ความน่ากลัวจะมาถึง นี่คือโอกาส”
ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนต่างคิดว่าหย