ุด แต่เจ้ากลับเอาความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่มัน เช่นนั้นจะต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย?”
ฟางจิ่งเทียนกล่าว “เช่นนั้นเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าตอนนั้นอาจารย์ออกมาจากคุกกระบี่ได้อย่างไร?”
อินเฟิ่งนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวว่า “หากเจ้าพิสูจน์ไม่ได้ ทุกอย่างมันก็ไร้ประโยชน์”
ฟางจิ่งเทียนกล่าว “เจ้าจะให้ข้าพิสูจน์อะไร?”
“ว่าเขาใช่นักพรตจิ่งหยางหรือไม่”
สายตาอินเฟิ่งดูเรียบเฉย พลางกล่าวว่า “หากว่าเขาใช่ ข้าย่อมไม่มีทางลงมือแน่นอน”
“ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะหวาดกลัวอาจารย์อาขนาดนี้ เป็นเพราะป้ายชีวิตของเจ้าอยู่ในมือเขาอย่างนั้นหรือ?”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “แต่ข้าจำได้ว่าอาจารย์เคยบอกว่า ตอนนั้นก่อนที่จะลงมือ เขาได้เอาวิญญาณของเจ้าออกมาจากป้ายชีวิตแล้ว”
“ข้าย่อมต้องกลัวจิ่งหยาง แต่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับป้ายชีวิต”
อินเฟิ่งก้าวไปยังริมเสาหิน ยืนอยู่เคียงข้างเขา หางห้อยตกไปในหมอกที่อยู่ด้านหลัง
มันมองดูยอดเขาเสินม่อที่อยู่ห่างออกไป พลางกล่าวว่า “ตอนนั้นกระทั่งอาจารย์เจ้าก็ยังถูกเขาเล่นงาน เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่น่ากลัวเช่นนี้ ข้าจะกล้าลงมือได้อย่าง?”
ฟางจิ่งเทียนกล่าว “ต่อให้เขาเป็นอาจารย์อาจริงๆ แต่ตอนนี้สภาวะของเขาต่ำต้อยขนาดนี้ มีอันใดน่ากลัว?”
อินเฟิ่งกล่าว “เจ้าอย่ามองว่าตอนนี้เขาเป็นแค่มิประจักษ์ระดับกลาง หรือว่าหลายปีมานี้สภาวะหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้า วันๆ เอาแต่นอนอาบแดดเหมือนคนปัญญาอ่อน แต่ไป๋กุ่ยนอนเ