งสาวเหล่านั้นแทบจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเขา กระทั่งมองดูไกลๆ ก็ยังยาก ดังนั้นเจ้าล่าเยวี่ยที่อยู่กับจิ๋งจิ่วทั้งวันทั้งคืนบนยอดเขาเสินม่อและในการเดินทาง และไป๋เจ่าที่เคยติดอยู่ในถ้ำของที่ราบหิมะกับจิ๋งจิ่วมาหกปี จึงกลายเป็นคนที่พวกนางรู้สึกอิจฉามากที่สุด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นสำหรับหลายๆ คน คนที่มีสิทธิ์จะแย่งชิงจิ๋งจิ่วก็ย่อมต้องเป็นพวกนางสองคน
ไป๋เจ่าเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นนางจึงคอยสังเกตการตอบสนองของเจ้าล่าเยวี่ยหลังจากที่พูดประโยคนั้นออกไป
เจ้าล่าเยวี่ยมิได้มีการตอบสนองใดๆ
ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ได้พยายามสะกดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำ หากแต่ไม่มีอารมณ์ใดๆ จริงๆ
ไป๋เจ่าไม่เข้าใจ มองดูนางอย่างงุนงง
เจ้าล่าเยวี่ยเข้าใจความหมายของนางผิด จึงลุกขึ้นเดินออกไปจากถ้ำ
หยวนฉวี่กับกู้ชิงสบตากัน แม้จะไม่ยินยอม แต่ก็จำต้องตามออกไป
เสี่ยวเหอย่อมไม่กล้าอยู่เพื่อแอบฟัง จึงตามออกไปเช่นกัน
เจ้าล่าเยวี่ยเดินมาถึงริมผา สองมือไพล่หลัง มองดูทะเลเมฆและหมู่ยอดเขา
หยวนฉวี่ร้อนใจ มือเกาหูเกาแก้ม แต่กลับไม่กล้าพูดเตือน
เสี่ยวเหอยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “ท่านนี่เหมือนลิงเลย เอาแต่ร้อนใจจะมีประโยชน์อะไร ท่านต้องคิดหาวิธี”
หยวนฉวี่ได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะถามว่าวิธีอะไร กู้ชิงพลันพูดขึ้นมา
“หากเจ้าไม่เรียนรู้จะพูดให้น้อยลงหน่อย อาจารย์อาจจะส่งเจ้าไปที่ว