สู้ หากแต่มาดักรออยู่ที่นี่
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
กระดาษยันต์ที่ปลิวกระจายคล้ายหิ่งห้อยค่อยๆ ดับลง โลกที่อยู่ภายในหมอกค่อยๆ กลับคืนสู่ความมืดอีกครั้ง
หนานเจิงมองกู้พ่าน ก่อนจะหายตัวไปในความมืด
……
……
แผ่นดินทางตะวันตกเฉียงใต้รกร้างเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะหมู่เขาที่รายรอบเมืองอี้โจวนั้นยิ่งรกร้างผู้คน กระทั่งในวัดใหญ่ที่ควรจะมีธูปเทียนลุกไหม้อย่างสำนักฌานเป่าทงก็ยังดูเงียบเหงา แทบจะไม่เห็นชาวบ้านเดินทางมาสักการะแก้บนเลย ในช่วงเวลาระหว่างวัน นอกจากเสียงท่องตำราเรียนของพระแล้วก็มีแต่ความเงียบสงัด
ทางด้านตะวันตกห่างจากสำนักฌานไปหลายลี้มีสวนผักอยู่แห่งหนึ่ง รับหน้าที่คอยส่งพืชผักเข้าไปให้พระในวัด ช่วงนี้นอกจากพระที่รับผิดชอบปลูกผักแล้วก็มีชายหนุ่มอีกสามคน
เมื่อเห็นผักและเต้าหู้ที่อยู่ในชามดินเผาแล้ว เหอจานทำสีหน้ารังเกียจพลางกล่าวว่า “ขืนกินแบบนี้ต่อไป หน้าจะต้องเปลี่ยนเป็นสีเขียวแน่”
ซูจึเย่ที่นอนอยู่บนเตียงเหลือบมองเขา
เมื่ออยู่ภายในสวนผักของสำนักฌานเป่าทง เขามิใช่นายน้อยของสำนักเสวียนอินผู้โด่งดังอีก หากแต่เป็นคนไร้ค่าคนหนึ่ง
เหอจานกล่าว “ข้ามิได้กำลังเยาะเย้ยเจ้านะ เมื่อก่อนเจ้าน่ะเป็นผัก แต่ตอนนี้เป็นแค่มะเขือม่วง ถึงแม้จะดูจางลงไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นมะเขือม่วงอยู่ดี”
ถงเหยียนเดินเข้ามาในกระท่อม วางยาในมือลงไปบนโต๊ะ จากนั้นมองซูจึเย่พลางกล่าวว่า “ยาได้ผลไม่เลว อีกห้าวันน่าจะขับพิษออกได