ำบาก สายตามองไปทางกระดานหมากล้อม
แสงอาทิตย์ส่องทะลุหน้าต่างทอดลงไปบนกระดาน ก่อนจะสะท้อนไปบนหน้าของเขา เมื่ออยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรง ผิวหนังที่เป็นสีเขียวของเขาดูจางลงเล็กน้อย ช่างคล้ายใบผักจริงๆ
แสงอาทิตย์ตกกระทบลงไปบนใบหน้าถงเหยียนเช่นกัน ผิวหนังที่ขาวละเอียดดูราวกับหยกก็มิปาน คิ้วทั้งสองข้างยิ่งดูจางลง ช่างคล้ายกับเด็กน้อยจริงๆ
เป็นเพราะเหอจานไม่ยอมที่จะเล่นหมากล้อมอีก คู่ต่อสู้ของถงเหยียนจึงเป็นตัวเขาเอง หมากกระดานนี้เขาเล่นมาห้าวันแล้ว ซูจึเย่เองก็มองดูมานานแล้ว เขาเล่นหมากล้อมเป็น อีกทั้งยังคิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดด้วย แต่จนกระทั่งถึงวันนี้เขายังคงมองดูหมากกระดานนี้ไม่เข้าใจ เขาถึงได้รู้ว่าฝีมือของตนกับถงเหยียนนั้นต่างกันมากเพียงไร
สำหรับเขาแล้ว การที่ถงเหยียนซึ่งมีวิถีหมากล้อมเหนือทุกคนบนโลกนี้ยังคงวางหมากอย่างตั้งใจทุกวัน ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ย่อมต้องเป็นเพราะเหตุผลนั้นเหตุผลเดียว
ซูจึเย่กล่าวถามว่า “ยังเจ็บใจที่แพ้ให้จิ๋งจิ่วหรือ?”
“จะทำเรื่องใดล้วนแต่ต้องพยายาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้านั่น อาศัยเพียงโชคก็ทำทุกเรื่องได้ราบรื่น”
ถงเหยียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา ขนตาถูกแสงแดดตกกระทบเป็นเงายาว เย็นยะเยือกคล้ายเสียงของเขา
ซูจึเย่มองเหอจาน ก่อนกล่าวด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน “ช่างน่าอิจฉาจริง”
เหอจานเป็นเพื่อนของพวกเขาทั้งสองคน แล้วก็เป็นจุดเชื่อมโยงเพียงหนึ่งเดียว
ในโล