ัยกลางคนผู้หนึ่งนอนอยู่บนตั่ง สง่างามเรียบง่าย หน้าตาดูดี เขาคือซูชีเกอ เจ้าสำนักเสวียนอิน
เนื่องเพราะธาตุไฟเข้าแทรก เขาจึงนอนเป็นอัมพาตมาหลายปี แต่หลังเกิดความวุ่นวายภายในสำนักเสวียนอินครั้งนี้ เขากลับยังมีชีวิตอยู่
เกาหยาคือผู้อาวุโสที่มีชีวิตอยู่มาเจ็ดยุคเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ของสำนักเสวียนอิน รูปร่างผอมแห้ง หน้าผากแห้งเหี่ยว คล้ายพลังชีวิตได้หลั่งไหลออกไปจนหมดแล้ว แต่หากมองลึกเข้าไปในดวงตาเขา กลับสามารถมองเห็นได้ถึงความทะเยอทะยานและความกระหายที่ยังลุกโชนอยู่
เขามองดูแสงสีขาวอันเจิดจ้าสองดวงที่อยู่บนข่ายพลัง สีหน้าดูคร่ำเคร่ง กล่าวว่า “เจ้าสำนักคิดว่าอย่างไรขอรับ?”
ซูชีเกอมองเกาหยา ก่อนจะกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ในเมื่อนักพรตไป๋ลงมือด้วยตัวเอง ยังจะคิดอย่างไรได้อีก พวกเรารอความตายก็พอ”
เกาหยายิ้มเย็นยะเยือกพลางกล่าวว่า “หากโจรชั่วพวกนั้นสามารถทำลายข่ายพลังหมื่นธวัชได้ สำนักของเราคงถูกทำลายไปนานแล้ว ไหนเลยยังต้องรอจนถึงวันนี้?”
ซูชีเกอหลับตาลง มิกล่าวกระไรอีก
เกาหยามองไปทางชายหนุ่มผู้หนึ่ง กล่าววาจาขึงขังว่า “นายน้อยอย่าได้หวาดกลัว แม้นจะเป็นเซียนขั้นทะลวงสวรรค์ก็ไม่สามารถทำลายข่ายพลังของสำนักเราได้”
เท้าของชายหนุ่มผู้นั้นเดินมิค่อยสะดวก เขาก้าวเดินอย่างช้าๆ มายังริมหน้าต่าง มองดูท้องฟ้าที่ถูกไอของสายแร่เพลิงย้อมจนเป็นสีแดง กล่าวว่า “นักพรตไป๋ผู้นั้นกับเจ้าสำนักคุนหลุนคิดจะทำอ