าตาย แต่เจ้ากลับยังประมาท ออกมาอี้โจวคนเดียวแบบนี้”
ซูจึเย่มิได้ตอบคำถามเขา หากแต่หลับตาลงแล้วเริ่มปรับลมปราณ พลางกล่าวว่า “ย่างเนื้อให้ข้ากินหน่อย”
เสียงฝีเท้าของเหอจานดังขึ้น มุ่งหน้าไกลออกไป
ใบหน้าของซูจึเย่บิดเบี้ยวเล็กน้อย คล้ายใบไม้สีเขียวที่ถูกขยำเป็นก่อน แลดูเจ็บปวดอย่างมาก
เขาไม่ได้ลืมตา
เบื้องหน้าเป็นความมืดสีดำ
สิ่งที่ส่องสว่างความมืดคือกองไฟ
เมื่อปีที่แล้ว เปลวไฟจากกองไฟกองนั้นสูงหลายสิบจ้าง ส่องสว่างหุบเขาอันมืดมิด
นี่คือพิธีกราบไหว้บรรพชนของสำนักเสวียนอิน
มีชายหนุ่มคนหนึ่งไม่รู้ว่าโผล่ขึ้นมาจากไหน คิดอยากจะท้าสู้กับเขา
ชายหนุ่มคนนั้นถูกเขาโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะหนีไป
แต่ความรู้สึกระแวดระวังภายในใจเขากลับมิได้ผ่อนคลายลง
เพราะวิชาที่ชายหนุ่มผู้นั้นใช้คือวิชามารของสำนักเสวียนอินที่ดั้งเดิมที่สุด
กลิ่นอายความโบราณอันยาวนานชัดเจนเป็นอย่างมาก
เขาจำได้อย่างชัดเจน ในตอนนั้นดวงตาของพวกตาแก่เหล่านั้นต่างเปล่งประกายขึ้นมา
เขาต้องสืบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ดังนั้นหลังจากที่รู้ร่องรอยของชายหนุ่มผู้นั้น เขาก็ออกจากเหลิ่งซานมายังอี้โจวอย่างไม่ลังเล
เพื่อที่จะเก็บเป็นความลับ ลูกน้องสักคนเขาก็มิได้พามาด้วย
ตอนนี้ดูเหมือนเบาะแสที่ว่านั้นจะเป็นของปลอม
เป็นเบาะแสที่ปู้เหล่าหลินจงใจให้เขา
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพิษที่กำลังไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ ค่อยๆ กัดกินร่างกาย ใกล้จะไปถ