พระสนมหูติดต่อกับเขาอวิ๋นเมิ่งมาหลายปี ต่อให้ลั่วไหวหนานและอีกหลายคนจะสนับสนุนจิ่งซิน แต่นางก็เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนที่สนับสนุนนางเช่นเดียวกัน
นางหรี่ตาลงพลางกล่าวว่า “ทำแบบนั้นมันถูกพบเห็นได้ง่าย อันตรายเกินไป”
กู้ชิงกล่าว “ร่องรอยที่พวกข้าต้องการนั้นง่ายมาก อันดับแรกคือตอนที่เขาอยู่นอกเขาอวิ๋นเมิ่ง สองคือมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน”
พระสนมหูงุนงง ในใจครุ่นคิดว่าง่ายจริงดั่งว่า
ถ้าทำตามเงื่อนไขสองข้อนี้ เช่นนั้นร่องรอยของลั่วไหวหนานก็ถือเป็นข้อมูลที่ไม่ว่าใครก็สามารถล่วงรู้ได้อยู่แล้ว
นางจ้องมองดวงตาของเจ้าล่าเยวี่ย กล่าวถามว่า “หรือเจ้าไม่สงสัยว่าข้าคือคนที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเจ้า?”
“เพราะเจ้าให้เงินลูกบุญธรรมของซือเฟิงเฉินไปน่ะหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยสีหน้าเรียบเฉย “ถึงแม้เรื่องนี้เจ้าจะจัดการได้โง่เขลาอย่างมาก แต่ข้ามิใช่คนโง่”
……
……
ในท้องฟ้ายามค่ำคืนพลันมีแสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นมา
เจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงหยุดฝีเท้า
“ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของเจ้าแห่งยอดเขาจะดีขึ้นแล้ว”
ผู้ที่มาสวมเสื้อคลุมสีดำปกปิดร่างกายเอาไว้อย่างมิดชิด ทำให้ยิ่งดูอ้วนเตี้ย
แสงไฟด้านหน้าตำหนักส่องสว่างใบหน้าเขา
ราชองครักษ์จินหมิงเฉิง
กู้ชิงประหม่า ริมฝีปากแห้งผาก
เจ้าล่าเยวี่ยมิได้กล่าวกระไร
จินหมิงเฉิงหยิบเอากระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากใต้เสื้อคลุม ก่อนจะยื่นไปหน้านางแล้วกล่าวว่า “กระบี่นามพรหมจรรย์”
เจ้าล่าเ