สำนักชิงซานมีประวัติอันยาวนาน รากฐานหยั่งลึก ตามหลักแล้วน่าจะไม่ขาดแคลนยาและสมุนไพรที่ใช้ช่วยในการบรรลุสภาวะ แต่บนยอดเขาซื่อเยวี่ยนั้นไม่มีของที่เจ้าล่าเยวี่ยต้องการจริงๆ เพราะวิชาที่นางฝึกคือวิชากระบี่หลอมกายา อีกทั้งยังมีเคล็ดกระบี่เก้ามรณาที่ไม่เคยมีใครฝึกนอกจากนักพรตจิ่งหยาง ยอดเขาซื่อเยวี่ยจึงไม่ได้เตรียมของเหล่านั้นเอาไว้
แน่นอนว่าเรื่องใหญ่แบบนี้ สำนักชิงซานจะต้องทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อช่วยเจ้าล่าเยวี่ยค้นหาอย่างเต็มที่แน่นอน เพียงแต่ไม่มีใครสอนเจ้าล่าเยวี่ยฝึกเคล็ดกระบี่เก้ามรณา นางจึงได้แต่ต้องฝึกมันด้วยตัวเอง ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หากดึงดันฝึกต่อไปก็มิได้มีประโยชน์อะไรนัก อาศัยการหายาออกไปท่องโลกภายนอก บางทีอาจจะช่วยนางในเรื่องการบรรลุสภาวะได้บ้าง
หลังเจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงออกมาจากยอดเขาเสินม่อก็แวะกินหม้อไฟที่เมืองอวิ๋นจี๋ ก่อนจะแวะพักที่เมืองซางโจวเล็กน้อย จากนั้นรีบเดินทางไปยังมณฑลหนานเหอในวันเดียวกัน
เมื่อเทียบกับตอนที่นางเดินทางไปกับจิ๋งจิ่วเมื่อก่อนนี้ ความเร็วในการเดินทางครั้งนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้วหลายเท่านัก สุดท้ายแล้วการขี่กระบี่ยังคงสบายกว่ามาก
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบไปบนกำแพงของเรือนเป่าซู่ เปล่งประกายสีสันที่ดูแปลกตา บนถนนที่อยู่รอบๆ ไร้ซึ่งผู้คนสัญจร เงียบเชียบจนรู้สึกแปลก
ผู้บำเพ็ญพรตสองสามคนยืนอยู่นอกกำแพง มองดูผู้ดูแลของเรือนเป่าซู่ด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง