วกว่านั้นก็คือหมอกอันหนาวเย็นที่ปรากฏขึ้นมามิได้มีแค่แห่งเดียว หากแต่ลอยเข้ามาแบบมืดฟ้ามัวดิน ราวกับคลื่นจำนวนนับไม่ถ้วน มันไม่มีทางที่จะสลายหายไปในระยะเวลาสั้นๆ แน่
ไป๋เจ่ากล่าว “รีบแจ้งเตือน น่าจะยังถอยออกไปทัน”
ที่นางกล่าวมิได้หมายถึงตัวเองหรือจิ๋งจิ่ว หากแต่เป็นผู้บำเพ็ญพรตที่เข้าร่วมการประลองวิถีพรตเหล่านั้น
ในตอนที่กล่าวประโยคนี้ นางพลันคิดถึงศิษย์พี่ที่เข้าไปยังส่วนลึกของภูเขาแล้ว จึงรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา
คำพูดหลังจากนั้นของจิ๋งจิ่วได้ทำให้ความกังวลของนางกลายเป็นความจริง
“ไม่ทันแล้ว หมอกที่อยู่ใต้พื้นมาเร็วกว่า”
ไป๋เจ่ามองตามสายตาของเขาลงไป ก่อนจะพบว่าหน้าผาที่เดิมถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยหิมะสีขาวได้ถูกลมหนาวพัดจนเผยให้เป็นปากโพรงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลายาวนานเหล่านั้น
คล้ายกับปากโพรงที่หนอนหิมะระดับสูงตัวนั้นขุดเข้าไป
มีไอหมอกจางๆ ลอยออกมาจากปากโพรงเหล่านั้น แม้จะอยู่ห่างออกมาหลายสิบจ้าง แต่นางก็ยังรับรู้ได้ถึงความเย็นที่โถมเข้าใส่ใบหน้า
นางกระชับเสื้อคลุมขนนกกระจอกทองไฟให้แน่นขึ้น สีหน้าค่อนข้างขาวซีด เป็นเพราะหนาวเย็น และเป็นเพราะอารมณ์
จิ๋งจิ่วมองดูสีหน้าของนาง ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่านางมิใช่ตนเอง ไม่สามารถทนต่อลมอันหนาวเย็นและอุณหภูมิที่ต่ำบนยอดเขาเป็นเวลานานได้ จึงขี่กระบี่ลงจากยอดเขา
อาวุธวิเศษที่ไป๋เจ่าใช้ในการบินบนอากาศคือเครื่องเคลือบสีเขียว ดูเปราะบางอย่างมาก แต่กลับรวดเร็ว