เป็นยิ่งนัก
ทั้งสองคนมิได้คุยอะไรกัน มุ่งหน้าตรงไปยังตำแหน่งที่หมอกลอยขึ้นมา
หมอกอันหนาวเย็นมาถึงเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ เพียงไม่นาน ทัศนวิสัยก็ได้รับผลกระทบ
โชคดีที่ปริมาณหมอกที่ลอยขึ้นมาจากใต้ดินและตะเข็บภูเขามีจำนวนจำกัด ค่อนข้างเบาบาง ไม่กระทบต่อการโคจรปราณก่อกำเนิดและจิตจำแนก เพียงแค่ทำให้บรรยากาศรอบกายยิ่งหนาวเย็นมากขึ้นเท่านั้น
จิ๋งจิ่วถาม “ทนไหวไหม?”
ไป๋เจ่าพยักหน้า ขนตาที่จับตัวเป็นน้ำค้างแข็งกระดิกเล็กน้อย ดูอ่อนแอเป็นยิ่งนัก
จิ๋งจิ่วยื่นมือไปคว้าตัวนางมา กล่าวว่า “นั่งลง”
ไป๋เจ่ารู้สึกตกใจ แต่ก็สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว นางเก็บเครื่องเคลือบสีเขียว ก่อนจะนั่งลงไปบนกระบี่ตามที่จิ๋งจิ่วบอก
จิ๋งจิ่วเองก็นั่งลงไป คอยบังลมหนาวที่พัดมาจากด้านหน้าเอาไว้
ไป๋เจ่ามองแผ่นหลังของเขา มิได้กล่าวกระไร
ส่วนสูงของจิ๋งจิ่วเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ในสายตาของนางในเวลานี้ เขากลับดูสูงใหญ่
“ใหญ่จริงๆ”
“อะไร?”
“ข้าหมายถึงกระบี่ของเจ้า คิดไม่ถึงว่าจะนั่งได้สองคน”
“อื้อ เลือกมาโดยเฉพาะ”
“ตอนแรกเจ้าคิดจะใช้กระบี่นี้พาคนอื่นไปด้วยหรือ?”
“เปล่า ข้าแค่คิดว่าถ้านั่งได้ นอนได้ มันค่อนข้างสะดวก”
“นี่ช่างเป็น…เหตุผลที่ดีจริงๆ”
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดในตอนนั้นจิ๋งจิ่วจึงเลือกกระบี่เหล็กของอาจารย์ม่อเล่มนี้มา
มีเพียงหลิ่วสือซุ่ยและเจ้าล่าเยวี่ยเท่านั้นที่เหมือนจะพอเดาได้
……
……
จิ๋งจิ่วขี่กระบี่มุ่งไปข้างหน้า เนื