ี่ราบหิมะได้?”
เหอกั๋วกงขมวดคิ้ว ในใจครุ่นคิด หรือว่างานประลองวิถีพรตในปีนี้จะเกิดเรื่องจริงๆ? สำนักชิงซานมีสิทธิ์อะไรมาทำการตัดสินใจแบบนี้? เหตุใดจึงไม่แจ้งสำนักอื่นๆ ล่วงหน้าเสียหน่อย?
เขามองไปทางหนานว่างพลางกล่าวว่า “สำนักของท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หนานว่างกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าอยู่ที่เมืองเจาเกอ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าที่ชิงซานเกิดอะไรขึ้น?”
เรือกระบี่คือของล้ำค่าของสำนักชิงซาน ได้รับการดูแลโดยยอดเขาซื่อเยวี่ย
เรือที่ปรากฏอยู่บนที่ราบหิมะในเวลานี้คือเรือล่องสมุทรที่มีระดับชั้นวิญญาณสูงที่สุด
มีเพียงเจ้าสำนักชิงซาน หยวนฉีจิงและเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเยวี่ยเพียงสามคนเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ใช้มัน
เจ้ากรมชิงเทียนรีบวิ่งเข้ามา ก่อนจะส่งจดหมายกระบี่ฉบับหนึ่งให้
เหอกั๋วกงรับเอาจดหมายกระบี่มา รับรู้อยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นคร่ำเคร่ง เขามองทุกคนพลางกล่าวว่า “ทางชิงซานแจ้งมาว่า ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาหรือเปล่า แต่ในเมื่อจิ๋งจิ่วได้ที่หนึ่งในการประลองวิถีพรตแล้ว การประลองวิถีพรตดำเนินต่อไปก็ไม่มีความหมาย เพื่อความปลอดภัยแล้ว ขอแนะนำให้แต่ละสำนักรับศิษย์ของตนเองกลับมา”
แต่เขามิได้พูดออกไปจนหมด ความจริงในจดหมายของสำนักชิงซานเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าทางผู้จัดงานชุมนุมเหมยฮุ่ยจะไม่ฟังคำแนะนำของพวกเขาก็ได้
….เพียงแต่หากเกิดอะไรขึ้น อย่าหาว่าสำนักชิงซานไม่เตือนแล้วกัน
เจ้า