เล็กคือปีนี้ไม่มีคลื่นอสูร เหมือนกับที่สมณะซื่อไห่วิเคราะห์เอาไว้
คนผู้นั้นเองก็ไปยังเมืองเล็ก แล้วก็ไม่เจออะไรเหมือนกัน
คนผู้นั้นและเขาต่างมองไม่ออก เหตุใดสำนักชิงซานจึงบอกว่ารู้สึกไม่ดี?
สำนักชิงซานย่อมต้องร้ายกาจ แต่หากพูดถึงเรื่องความรู้สึก จะไปเทียบกับสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยและวัดกั่วเฉิงได้อย่างไร?
หากจิ๋งจิ่วมิใช่ผู้สืบทอดของจิ่งหยาง เขาย่อมไม่มีทางสนใจเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องคิดให้ละเอียดขึ้นหน่อย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เสียงฆ้องบอกเวลาทำให้ฉานจึได้สติขึ้นมา ด้านนอกหน้าต่างกลายเป็นเวลากลางคืนแล้ว
ในดวงตาที่ใสกระจ่างหรือเรียกได้ไร้เดียงสาของเขา เผยให้เห็นถึงสายตาที่ผิดหวังเล็กน้อย
เขาได้ยินเสียงฆ้องบอกเวลาที่ดังมาจากพระราชวังที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ แต่เขากลับยังคิดเรื่องนี้ไม่ออก
ให้แต่ละสำนักเตรียมตัวแล้วกัน
เขาคิดในใจ
……
……
เรือกระบี่จากไป รูขนาดใหญ่ที่ถูกฉีกออกบนชั้นเมฆไม่สามารถเติมให้เต็มได้ในระยะเวลาสั้นๆ
แสงสุดท้ายของวันส่องไปบนเขาหิมะ ทั้งยังหักเหลงไปในหุบเขา ทุกที่ล้วนแต่เต็มไปด้วยแสงสีทองที่ดูสบายตา
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่เข้าร่วมการประลองวิถีพรตล้วนแต่จากไปแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะยินดีหรือไม่ยินดี จำนวนคนที่สามารถมองเห็นได้ในหุบเขาก็ดูน้อยลงไปถนัดตา
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ไป?”
จิ๋งจิ่วมองไป๋เจ่าพลางถาม
ไม่ว่าจะนั่งเรือกระบี่ออกไปจากที่ราบหิมะ หรือว่าออกไปจากหุบเขา มุ่ง