าจารย์และผู้อาวุโสของแต่ละสำนักในเรือนซีซานต่างไปยังวัดจิ้งเจวี๋ย
มีเพียงฉานจึเท่านั้นจึงจะตัดสินใจได้ว่าควรจะลงโทษจิ๋งจิ่วอย่างไร
ภายในเรือนที่อยู่ด้านในของวัดจิ้งเจวี๋ยได้จัดวางที่นั่งเอาไว้ บนโต๊ะมีน้ำชาตั้งอยู่
แต่ทุกคนยังไม่นั่งลง หากแต่มองไปทางหน้าต่างบานนั้น รอให้ฉานจึเอ่ยวาจา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เสียงเสียงหนึ่งได้ดังออกมาจากด้านในหน้าต่าง
“จิ๋งจิ่วได้จำกัดความเคลื่อนไหวของผู้เข้าร่วมการประลองไหม? หรือว่าเขาได้ลงมือโจมตีอะไรไหม? หากไม่มี เช่นนั้นพวกเราจะลงโทษเขาด้วยเหตุผลอะไร?”
ครั้นได้ยินคำพูดประโยคนี้ สีหน้าของเจ้าสำนักคุนหลุนพลันเปลี่ยนเป็นดูแย่ เขากล่าวว่า “หรือจะปล่อยให้เขาพูดจะเลอะเทอะเช่นนี้ต่อไป?”
“ในเมื่อรู้ว่าเป็นคำพูดเลอะเทอะ แล้วเหตุใดต้องไปสนใจด้วย”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ ด้านหลังหน้าต่างก็ไม่มีเสียงใดดังขึ้นมาอีก
เหอกั๋วกงเข้าใจความหมายของฉานจึ จึงยิ้มเจื่อนขึ้นมาพร้อมกล่าวกันทุกคนว่า “ช่างเถอะ ถือเสียว่าคนหนุ่มทำเรื่องไร้สาระแล้วกัน อย่างไรซะเขาก็ไม่มีทางทำให้การประลองวิถีพรตหยุดลงได้ ศิษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นใครจะไปฟังเขา?”
……
……
ก็เหมือนที่เหอกั๋วกงว่ามา ไม่มีใครฟังจิ๋งจิ่ว
หลังทราบความต้องการของจิ๋งจิ่ว หุบเขาที่หนาวเย็นแห่งนั้นก็วุ่นวายขึ้นมาทันที
สายตาหลายสิบคู่มองไปทางจิ๋งจิ่ว ทั้งตกตะลึงและซับซ้อนยุ่งเหยิง
เดิมทีในสายตาของพวกเขามองว่า จิ๋งจิ่วที่ได้ที่