อนจะพบว่าสุดท้ายจิตรกรมาหยุดยืนอยู่หน้าภาพดอกเหมยของจิ๋งจิ่ว จึงอดรู้สึกตกตะลึงมิได้
ในที่สุดกลุ่มนั้นก็สังหารสัตว์ประหลาดได้เพิ่มแล้วหรือ? หรือว่า…มีคนตายอีก?
ที่น่าแปลกก็คือจิตรกรผู้นั้นมิได้หยิบพู่กันขึ้นมาเริ่มวาดภาพดอกเหมย หากแต่จ้องมองพื้นที่สีขาวซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่บนภาพนั้น สีหน้าดูสับสนเลื่อนลอย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขามองดูเอกสารที่ถืออยู่ในมือ คล้ายอยากจะดูให้มั่นใจ จากนั้นจ้องมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอยต่อ
ในที่สุดก็มีผู้บำเพ็ญพรตทนไม่ไหว จึงถามขึ้นมาว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
จิตรกรผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าไม่รู้ว่าจะวาดอย่างไร”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจ ในใจครุ่นคิด ไม่ว่าจะเป็นการวาดดอกเหมยก็ขีดฆ่าชื่อ ก็แค่ขยับพู่กันเท่านั้นมิใช่หรือ ยากตรงไหนกัน?
เสียงลมดังขึ้นมา
บุคคลสำคัญของโลกแห่งการบำเพ็ญพรตสิบกว่าคนเดินทางมาถึง
เจ้าสำนักคุนหลุน ต้าเจ๋อลิ่ง[1] เจ้าอาวาสสำนักฌานเป่าทง หนานว่าง สำนักจงโจวที่หลายวันก่อนมิได้ปรากฏตัวก็มีผู้อาวุโสขั้นแปรจิตเดินทางมาผู้หนึ่ง ไม่มีเสียงระฆังดังขึ้น หมายความว่าไม่ต้องแยกย้ายกันถอยออกไป เหล่าผู้บำเพ็ญพรตพากันโค้งตัวคารวะพลางเปิดทางให้พวกเขา ในใจยิ่งรู้สึกสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
หนานว่างมองจิตรกรผู้นั้น ก่อนกล่าวถามว่า “ทำไมถึงยังไม่วาด?”
จิตรกรยิ้มเจื่อนกล่าวว่า “ข้ามิรู้จะวาดอย่างไรจริงๆ”
“ถ้ายังไงให้ข้าลองดูไหม?”