ะไหลที่มีอานุภาพเพิ่มขึ้นของเยาซงซาน เหล่าอสูรขาหิมะได้ถอยกลับไปในความมืดอีกครั้ง ไม่กล้าคืบหน้าเข้ามาใกล้
หมอกอันหนาวเหน็บหนักอึ้ง แสงไฟไม่สามารถส่องไปได้ไกลนัก ทุกคนมองไปรอบๆ แต่กลับมองไม่เห็นอะไร ได้ยินแต่เพียงเสียง
นั่นคือเสียงกระบี่เหล็กแหวกไปในอากาศ เสียงหินและโลหะแตกออก นอกจากนี้ยังมีเสียงร้องโหยหวนของอสูรขาหิมะ
แต่อสูรขาหิมะที่อยู่ในความมืดมีมากมายขนาดนั้น เขารับมือไหวอย่างนั้นหรือ? เหตุใดจึงไม่เข้ามาในขอบเขตป้องกันของป้านดารกะเพื่อพักผ่อนสักครู่?
เยาซงซานฟังเสียงที่อยู่ในม่านหมอก ภายในใจรู้สึกเป็นกังวลยิ่งนัก หลายครั้งที่คิดจะพุ่งออกไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมิได้รับคำสั่ง จึงฝืนอดทนเอาไว้
เสียงในหมอกดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายเงียบหายไป
เยาซงซานทนมิไหวอีก เขากล่าวว่า “ข้าจะออกไปดู”
ไป๋เจ่ากล่าวว่า “เขาไม่ได้บอก”
เยาซงซานกล่าว “ข้าเป็นห่วงเขา”
ไป๋เจ่ากล่าว “ข้าเชื่อเขา”
……
……
เหล่านักพรตหนุ่มสาวเฝ้ารออย่างวิตกกังวล พลางรักษาอาการบาดเจ็บ สลับกับพักผ่อน แล้วก็สกัดกั้นความหนาวเย็นที่อยู่ในหมอก ตลอดทั้งคืนไม่มีใจจะพูดคุยอะไรกัน
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดหมอกก็มีทีท่าว่าจะสลายไป
ศิษย์หญิงของสำนักเสวียนหลิงลืมตาขึ้นมา มองไปยังแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่ปรากฏขึ้นมาจางๆ บนขอบฟ้า บนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่
ด้านนอกสายหมอกมีเสี