าคนสำคัญเหล่านั้นกำลังคุยอะไรกันอยู่
ไม่นานคำวิจารณ์ที่มีต่อภาพดอกเหมยของคนสำคัญเหล่านั้นก็ถูกส่งออกมาที่นี่ คำวิจารณ์ที่ถูกให้ความสำคัญที่สุดย่อมต้องเป็นคำวิจารณ์ของฉานจึ
ฉานจึวิจารณ์ภาพของไป๋เจ่าเอาได้ดีที่สุด เขากล่าวชมว่า “ภาพนี้มีความสมดุล แลดูมีชีวิต งามที่สุด”
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตรู้สึกตกใจ ในใจครุ่นคิดว่าลั่วไหวหนานแสดงฝีมือได้ดีที่สุด แต่เหตุใดฉานกลับคิดว่าเขามิอาจสู้ศิษย์น้องของตัวเองได้?”
พวกเขาครุ่นคิดเงียบๆ ครู่หนึ่ง เมื่อคิดถึงคำว่าสมดุลสองพยางค์ที่อยู่ในคำพูดประโยคนั้น พวกเขาจึงคล้ายจะเข้าใจความหมายของฉานจึขึ้นมา
จริงอยู่ที่ลั่วไหวหนานแข็งแกร่งอย่างมาก บนกิ่งเหมยของเขามีดอกเหมยบานสะพรั่งอยู่สิบกว่าดอก แต่กิ่งเหมยของเพื่อนในกลุ่มกลับมีไม่มาก ทำให้ภาพทั้งภาพขาดความสมดุล
ในทางกลับกัน ดอกเหมยที่อยู่ในภาพของไป๋เจ่าภาพนั้นมีความสมดุลเป็นอย่างมาก นี่แสดงให้เห็นว่านางรู้จักและเข้าใจความสามารถของเพื่อนภายในกลุ่มเป็นอย่างดี ทำให้สามารถแสดงพลังของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่
หากใช้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายธรรมะในอนาคตมาเป็นมาตรฐานในการวิจารณ์แล้ว นางถือว่าเหนือกว่าลั่วไหวหนานจริงๆ
“ฉานจึวิจารณ์จิ๋งจิ่วอย่างไรบ้าง?”
มีผู้บำเพ็ญพรตคนหนึ่งถามคำถามที่ทุกคนรู้สึกใคร่รู้มากที่สุด
……
……
สมณะน้อยเดินสองมือไพล่หลังไปตามระเบียง สองเท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำไปบนพื้น ส่งเสียงแปะๆ คล้ายเด็กที่ออกไปเที่ยวเล