องอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในเวลานี้มองเห็นเจ้าล่าเยวี่ยที่กำลังถูกศิษย์ร่วมสำนักรักษาอาการบาดเจ็บให้อยู่ มีหรือที่เขาจะคาดเดาไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
มิทันรอให้เขาได้เอ่ยปากถาม เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวออกมาตรงๆ ว่า “เป็นคนของสำนักจงโจว”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ สีหน้าของจินหมิงเฉิงก็มิอาจรักษาความเคร่งขรึมเอาไว้ได้อีก เพราะเขาตกตะลึงอย่างมาก
หนานว่างทราบอยู่แล้ว จึงเพียงแค่ส่งเสียงเหอะออกมา แต่เหล่าศิษย์ชิงซานกลับเพิ่งจะทราบเรื่องนี้ สีหน้าจึงเคร่งเครียดขึ้นมา
พวกเขามิได้หวาดกลัว เพียงแต่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างยุ่งยาก
หากสำนักอื่นกล้าวางแผนลอบสังหารเจ้าล่าเยวี่ย ศิษย์ชิงซานไหนเลยจะยังรั้งรออยู่แบบนี้ พวกเขาคงจะบุกไปถึงสำนักของอีกฝ่าย จากนั้นบั่นศีรษะของฆาตกรผู้นั้นลงมา
แต่ในเมื่อเป็นสำนักจงโจว เช่นนั้นคงจำเป็นต้องมีหลักฐานบางอย่าง
เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นสำนักอันดับสองของแผ่นดินเฉาเทียน
กั้วตงกล่าว “น่าจะเป็นสำนักจงโจว เพราะสุดท้ายเขารีบร้อนหลบนี จึงใช้วิชาหลบหนีฟ้าดินออกมา”
ในใจราชองครักษ์จินคิดว่านี่ยังไม่พอ เขาหรี่ตาแล้วกล่าวว่า “หาหลักฐานก่อนแล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ ในใจเขาแอบลอบถอนใจ เพราะเขาทราบดีว่าต่อให้หาหลักฐานไม่เจอ สำนักชิงซานก็มิยอมเลิกราแต่โดยดีแน่
หากสองสำนักที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเฉาเทียนต้องกลายเป็นศัตรูกันจริงๆ เช่นนั้นมัน