าไม่มีทางเชื่อเจ้า”
ต้นไม้เขียวขจี แสงอาทิตย์สาดลงไปบนผิวน้ำ
ขณะที่ถงเหยียนเดินผ่าน เขามิได้เหลือบมองดูจิ๋งจิ่วและคนอื่นๆ เลย
เหอจานหยุดฝีเท้า ยกมือขึ้นมาคารวะพวกเขา พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “เจ้า…ท่านคือคนผู้นั้น?”
ขณะที่กล่าว เขาไม่ได้มองจิ๋งจิ่ว หากแต่มองเจ้าล่าเยวี่ย
เห็นได้ชัดว่าเขามิได้สนใจจิ๋งจิ่วที่เข้าร่วมประลองหมากล้อมเลย เพียงแต่รู้สึกใคร่รู้ในตัวเจ้าล่าเยวี่ยที่ร่ำลือกันเท่านั้น
เจ้าว่าเยวี่ยกล่าว “มีอะไร?”
เหอจานยกไหสุราที่อยู่ในมือขึ้นมาพลางเลิกคิ้ว
เจ้าล่าเยวี่ยส่ายศีรษะ
เหอจานทำสีหน้าเบื่อหน่าย
เซ่อเซ่อกล่าวถามขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น “นี่คือเหล้ากระดูกมังกรที่ท่านเป็นคนหมักเองที่ร่ำลือกันใช่หรือไม่?”
“ก็แค่เจียว[1]แก่ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งนักพรตรุ่นก่อนยังเป็นคนสังหารด้วย ข้าเพียงแค่โชคดีเก็บกระดูกมาได้สองสามท่อนเท่านั้น”
เหอจานยิ้มพลางกล่าว “อีกอย่างหมักมานานขนาดนี้แล้ว มันมิได้มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ เพียงแต่รสชาติยังพอใช้ได้ อยากลองดูไหม?”
เซ่อเซ่อใช้หางตาเหลือบมองดูศิษย์พี่ชุ่ย
เหอจานยิ้มขึ้นมา กล่าวว่า “พวกเราไปคุยกันทางด้านนั้นดีไหม?”
……
……
เหอจานพาสาวน้อยมานิ่งกินปลาย่างร่ำสุราอยู่บนลำธาร
มิใช่ทุกคนจะมีอารมณ์มานั่งพักผ่อนหย่อนใจเหมือนอย่างเขา
ความสนใจของทุกคนล้วนแต่อยู่ที่ตัวถงเหยียน พวกเขาต่างอยากรู้ว่าถงเหยียนจะเลือกศาลาไหน
ถงเหยียนยืนอยู่ริมผา สองมือไ