จากนั้นเสียงพิณเสียงที่สองดังขึ้นและมิได้หยุดลงอีก เพียงแต่เสียงพิณหาได้ลื่นไหลเหมือนดั่งสายน้ำ ประเดี๋ยวดังประเดี๋ยวไม่ดัง ดูกระท่อนกระแท่นเป็นยิ่งนัก กระทั่งจังหวะที่เป็นพื้นฐานก็ยังดีดไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องความไพเราะใดๆ เลย แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จิ๋งจิ่วคล้ายถูกเสียงพิณนี้ทำให้เคลิบเคลิ้ม ฝีเท้าหยุดลง ยืนอยู่ริมผาทอดตามองไปบนนภา นิ่งเงียบอยู่นานมิกล่าวกระไร
เทียบกับตอนที่ไป๋เจ่าดีดพิณแล้วแตกต่างกัน เวลาที่คนผู้นี้ดีดพิณมิได้มีหมู่วิหคส่งเสียงร้องสอดประสาน แต่มิได้หมายความว่าหมู่วิหคไม่ชื่นชอบเสียงพิณ หากแต่เป็นเพราะพวกมันมิกล้าเปล่งเสียง
ฝีมือการบรรเลงของคนที่ดีดพิณดูติดขัดอย่างเห็นได้ชัด คล้ายเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดเรียน แต่เสียงบทเพลงที่บรรเลงออกมากลับทรงพลังไร้คู่เปรียบ ราวกับจะช่วงชิงทุกสรรพเสียงที่อยู่บนโลกนี้ไป
อย่าว่าแต่หมู่วิหคเหล่านั้นเลย ในช่วงเวลาที่คนผู้นั้นดีดพิณ กระทั่งสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ สายน้ำที่ไหลลงไปในธารน้ำ ก็ล้วนมิอาจส่งเสียงใดๆ ออกมา
ยามข้าเบ่งบาน หมู่มวลบุปผาร่วงโรย
ยามข้าเปล่งเสียง ฟ้าดินยังต้องเงียบลงเพื่อฟัง
นี่คือพลังอำนาจ
เจ้าล่าเยวี่ยรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่ยังหลงเหลืออยู่ในป่า นางสะกดความรู้สึกตกตะลึงที่อยู่ในใจ มองดูใบหน้าด้านข้างของจิ๋งจิ่ว พลางคิดถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่อยู่ในเมืองไห่โจวปีที่แล้วเหล่านั้น