สำนักใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงอย่างสำนักจงโจวและสำนักชิงซาน มาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยก็เพื่อจะชิงความเป็นหนึ่งเหนืออีกฝ่าย แต่สำหรับสำนักเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกันอย่างสำนักซานตูและสำนักเฮ่าเทียนเหมินแล้ว การที่สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว พวกเขามิได้คิดที่จะชิงดีชิงเด่นอะไร หวังเพียงแต่จะได้เจอผู้ยิ่งใหญ่ที่ร่ำลือกัน เมื่อกลับไปยังสำนักแล้วจะได้ไปคุยโวให้เหล่าศิษย์ร่วมสำนักได้ฟัง
บนลานสูงที่อยู่ภายใต้เมฆหมอกที่ลอยล่องเต็มไปด้วยดอกไม้ คล้ายกับดินแดนแห่งเซียนก็มิปาน ศิษย์ของสำนักเล็กๆ เหล่านั้นยืนอยู่บนลาน ทั้งรู้สึกประหม่าและรู้สึกตื่นเต้น ศิษย์บางคนถามอย่างใคร่รู้ เห็นๆ อยู่ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ เหตุใดถึงมีดอกไม้มากมายขนาดนี้ จากนั้นจึงมีเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของศิษย์ร่วมสำนักดังขึ้นมา ที่นี่คือสวนดอกเหมย ดอกเหมยนานาชนิดบนโลกล้วนแต่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวก็ล้วนแต่มีดอกเหมยเบ่งบาน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่ายพลังที่คอยแทรกแซงธรรมชาติ มาตรว่าไม่ตรงตามฤดู แต่ดอกไม้ก็ยังเบ่งบานได้ตามพระประสงค์ของฝ่าบาท
“ลานเหมันต์ที่สูงที่สุดทางด้านเหนือคือสำนักจงโจว แล้วลานที่สูงที่สุดทางตะวันตกคือสำนักไหนกัน? วัดกั่วเฉิง?”
“วัดกั่วเฉิงไม่เคยลงประลอง แทบจะไม่ค่อยเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยด้วยซ้ำ เหตุใดจึงไปนั่งอยู่ที่นั่นได้?”