“ข้าเองก็เคยลำบากยากจน ย่อมต้องรู้ดีว่าการตากฝนอยู่ในป่ามันมีรสชาติเป็นอย่างไร ครานั้นหากมิได้จู๋กุ้ยช่วยชีวิตข้ามาจากมือผู้บำเพ็ญพรตพเนจรเหล่านั้น ข้าคงจะตายไปนานแล้ว”
บนใบหน้าหูกุ้ยเฟยเผยให้เห็นสีหน้าเศร้าใจ ครั้นคิดถึงคำพูดที่เหอกั๋วกงให้ผู้ติดตามนำมาแจ้งแก่นางก่อนหน้านี้ นางพลันกัดฟันกล่าวออกมาว่า “ไม่พบก็ไม่พบ ข้าไม่เชื่อว่าถ้าไม่มี….”
นางคิดจะกล่าววาจารุนแรงสักสองสามประโยค แต่ก็กลัวว่าคนในวัดจะได้ยิน ยิ่งไปกว่านั้นในใจนางยังคงมีความรักเคารพในตัวฉานจึอยู่ ตอนที่คำพูดออกจากปากจึงเปลี่ยนเป็นอีกความหมายหนึ่ง
“ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครช่วยข้าจัดการเรื่องนี้!”
นางกำนัลอาวุโสผู้นั้นกรอกตาเล็กน้อย พลางกล่าว “ถ้ายังไงให้สำนักจงโจวออกหน้าดีไหมเพคะ?”
น้อยคนนักที่จะรู้ว่าหูกุ้ยเฟยและสำนักจงโจวมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างมาก
ปีที่แล้วในงานเลี้ยงซื่อไห่ที่สำนักกระบี่ซีไห่จัดขึ้น สำนักจงโจวได้แหกกฎส่งลูกศิษย์นามเซี่ยงหว่านซูผู้นั้นไป นั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลของนาง
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ หูกุ้ยเฟยไม่เพียงจะไม่ยินดี แต่สีหน้ากลับเยือกเย็นขึ้นมาพร้อมกล่าวเสียงแข็งว่า “วันหน้าหากยังพูดเช่นนี้ล่ะก็ เจ้าก็ออกไปจากวังซะ”
นางกำนัลอาวุโสผู้นั้นมิรู้ว่าตนเองล่วงเกินอะไรผู้เป็นนาย จึงรีบคุกเข่าวิงวอนร้องขอ