“นี่ไม่มีทางเป็นเรื่องจริงได้! พวกเขาคิดได้อย่างไร ยังมีถ้ำอื่นของนักพรตจิ่งหยางอยู่อีกอย่างนั้นหรือ? ที่นี่เป็นมณฑลหนานเหอนะ หากเป็นถ้ำของนักพรตจิ่งหยางจริงๆ มีหรือที่สำนักชิงซานจะปล่อยให้คนเข้าใกล้? ต่อให้เป็นสำนักจงโจวก็ยังต้องหลีกไปให้ไกล! มีเพียงคนโง่พวกนี้นี่แหละถึงเชื่อเรื่องนี้”
ผู้ที่เดินเข้ามาในวัดร้างคือสมณะสองรูป หนึ่งแก่หนึ่งหนุ่ม คนที่พูดคือสมณะหนุ่มรูปนั้น
ผู้บำเพ็ญพรตสิบกว่าคนมองไปทางสมณะหนุ่มด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
สมณะหนุ่มเป็นคนไม่ค่อยระวัง มิได้สังเกตเห็นถึงแสงไฟ ย่อมต้องคิดไม่ถึงว่าในวัดจะมีคน จึงตกตะลึงไปทันที
คนโง่พวกนั้น…น่าจะเป็นคนเหล่านั้นกระมัง?
พูดนินทาคนอื่นลับหลัง แต่กลับถูกเจ้าตัวได้ยินเข้า สมณะหนุ่มกระอักกระอ่วนเป็นยิ่งนัก รีบโค้งตัวขออภัย
ผู้บำเพ็ญพรตสิบกว่าคนทั้งโมโห ทั้งจนปัญญา เพราะท่าทางการขอโทษของสมณะหนุ่มจริงใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาและสมณะแก่แบกกล่องลิ้นชักไม้เก่าๆ ไว้บนหลัง ดูเหมือนกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก เพียงมองดูก็รู้ถึงความเป็นมา ไหนเลยที่พวกเขาเหล่านี้จะล่วงเกินได้?
ได้ยินว่าสมณะสูงศักดิ์แห่งวัดกั่วเฉิงเป็นคนอารมณ์ดี สามารถด่าท่อระบายอารมณ์ได้ แต่มันจะมีประโยชน์อันใด?
ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไร หลังรับเอาการขอโทษจากสมณะหนุ่มมาแล้ว ก็ลุกขึ้นทำการคารวะสมณะแก่รูปนั้น ทั้งยังยกที่นั่งข้างกองไฟที่ดีที่สุดให้ด้วย