คนผู้นั้นสวมชุดสีดำ สวมหมวกรูปร่างแปลกประหลาด ใบหน้าปกติธรรมดา แต่กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมากลับอึมครึมยิ่งนัก
หลิ่วสือซุ่ยมิได้แยแสเขา หากแต่เหลียวหน้ากลับมาทำงานต่อ
“สมแล้วที่เป็นศิษย์ของชิงซาน ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้วยังหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้ กระทั่งที่มาที่ไปของข้าก็ยังมิไถ่ถามเสียหน่อย?”
คนชุดดำผู้นั้นกล่าวว่า “ข้ามาจากสำนักเสวียนอิน”
ครั้นได้ยินประโยคนี้ มือที่จับด้ามจอบของหลิ่วสือซุ่ยค่อยๆ กำแน่นขึ้น
สำนักเสวียนอินเป็นสำนักฝ่ายอธรรม ยืนอยู่คนละฝั่งกับสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชิงซานเป็นตัวแทนมาโดยตลอด
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าจู่ๆ มีศิษย์สำนักเสวียนอินมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า หลิ่วสือซุ่ยคงจะชักกระบี่แล้วพุ่งเข้าไปหาเขาอย่างไม่ลังเลแน่
แต่ปัญหาคือเวลานี้ในมือของเขาไม่มีกระบี่ มีเพียงจอบด้ามหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงมิทำอะไร หากแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ทูตของสำนักเสวียนอินรู้สึกน่าสนุก
ศิษย์ชิงซานที่ถูกทอดทิ้งผู้นี้มิได้คิดหลบหนี และมิได้พุ่งเข้ามา หากแต่ทำตัวเหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นเลย
“ข้าชอบเจ้า ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจช่วยเจ้า”