กั้วหนานซานส่ายศีรษะ พลางกล่าวว่า “สิ่งที่ตาเห็นยังมิแน่ว่าจะเป็นเรื่องจริง นับประสาอะไรกับคำพูด ตอนนั้นเจ้าบอกว่าวิถีของเราไม่เหมือนกัน เช่นนั้นก็มิต้องฝืนอธิบายอีก”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เช่นนั้นเจ้ามายอดเขาเสินม่อทำไม?”
กั้วหนานซานกล่าว “ข้ามาเพื่อบอกเจ้าว่า ภายหน้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรโดยไม่ไว้หน้าเหมือนอย่างวันนี้อีก”
จิ๋งจิ่วมิได้กล่าวกระไร
กั้วหนานซานกล่าวต่อว่า “นี่คือการขอร้อง มิใช่แสดงความอ่อนแอ ศิษย์น้องกู้หานรู้ถึงรูปแบบการต่อสู้ของเจ้าแล้ว ไม่มีทางที่จะแพ้เจ้าอีก”
คำพูดประโยคนี้ของเขามิได้เอ่ยถึงตัวเอง —- ในเมื่อกระทั่งกู้หานจิ๋งจิ่วยังไม่อาจเอาชนะได้ ก็ยิ่งมิต้องพูดถึงเขาเลย
จิ๋งจิ่วกล่าวกับเขาว่า “หากมาเพียงเพื่อจะพูดอะไรเหล่านี้ วันหลังอย่าได้มาที่นี่อีก”
นี่มีความหมายว่าส่งแขก
หรือพูดอีกอย่างคือไล่แขก
กู้ชิงก้าวเข้ามายกมือขวาเพื่อบอกว่าเชิญ
กั้วหนานซานจ้องมองเขา มิได้กล่าวกระไร
……
……
มาคารวะอาจารย์บนยอดเขาเสินม่อในเวลากลางดึก อีกทั้งกระบี่หักไปแล้ว ดังนั้นกั้วหนานซานจึงเลือกที่จะเดินเท้า
หลังออกมาจากยอดเขา มาถึงบริเวณหน้าผา ครั้นเห็นกระท่อมไม้ที่ถูกเหล่าวานรยึดครองไปแล้ว เขาจึงอดส่ายศีรษะขึ้นมาไม่ได้
เมื่อหันหน้ากลับไปมอง ภายใต้ดวงดาราคาที่ส่องประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ยอดเขาโดดเดี่ยวดูคล้ายกระบี่