นมา
หม้อไฟเดือดพล่าน ส่งเสียงดังปุดๆ
เสี่ยวเหอกล่าวอย่างเป็นกังวล “แม้นอาจารย์เซียนทั้งสองท่านจะมีฝีมือสูงส่ง แต่ศัตรูมีจำนวนมาก อย่าได้รั้งอยู่ที่เมืองไห่โจวจะดีกว่า”
เจ้าล่าเยวี่ยมองไปทางจิ๋งจิ่วพลางถามว่า “ฆ่า?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “แล้วแต่เจ้า”
เสี่ยวเหอลืมตาโต แลดูไร้เดียงสา
จากนั้นครู่หนึ่งนางถึงเข้าใจความหมายในบทสนทนาของทั้งคู่ จึงลนลานขึ้นมา ทั้งร้อนใจทั้งหวาดกลัว ในดวงตามีม่านหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง ดูน่าสงสารยิ่งนัก
“ข้าเห็นแล้วสงสาร” เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ถ้ายังไงพากลับไปอยู่เป็นเพื่อนผู้พิทักษ์ไหม?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “คงถูกกัดตาย”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “อย่างนั้นช่างเถอะ เจ้าไปเถอะ”
เสี่ยวเหอเคยพบเห็นอะไรมามากมาย แต่นางกลับมิเคยพบคนประหลาดเช่นนี้มาก่อน ไหนเลยจะกล้ารั้งรอ จึงรีบหอบผีผาถอยออกไป
หอยแมลงภู่จานหนึ่งและเนื้อหอยทากจานหนึ่ง ทำให้น้ำแกงในหมอไฟที่กำลังเดือดพล่านสงบลงชั่วคราว
เจ้าล่าเยวี่ยมองออกไปนอกหน้าต่าง
ตะวันยอแสงแดงขึ้นทุกขณะ ทันใดนั้นพลันมีเงามืดขนาดยักษ์รุกล้ำเข้ามาจากทางทะเล
เงามืดขนาดมหึมาบนท้องฟ้าคือวาฬบินได้ที่แหวกว่ายอยู่ในก้อนเมฆ
เสียงร้องที่เป็นท่วงทำนองและทุ้มต่ำดังขึ้น วาฬบินได้พ่นน้ำทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นหยดน้ำฝนตกลงมา
เมืองไห่โจวที่อยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว มีฝนฤดูใบไม้ผลิมาเยือนก่อนเวลา
ปลายขอบฟ้ายามเย็นมีรุ้งกินน้ำปรากฏขึ้น ดูวิจิ