องทั้งสองคน”
หลายคนสังเกตถึงคดีที่เกิดในเมืองเฉาหนาน ทันใดนั้นก็มองไปทางผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลาง
ผู้อาวุโสท่านนั้นผมขาวเหมือนดอกเลา ลมหายใจล้ำลึก เขาคือเหอจือชง ผู้อาวุโสแห่งสำนักคุนหลุน
สำนักคุนหลุนที่มิเคยร่วมงานเลี้ยงซื่อไห่มาก่อนกลับส่งผู้อาวุโสมาท่านหนึ่ง ดูแล้วน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดขึ้นในเมืองเฉาหนาน
เหอจือชงมิได้กล่าวกระไร สำนักซานตูเป็นสำนักในสาขาของสำนักคุนหลุน หากผู้ที่ถูกฆ่าเป็นเพียงศิษย์ระดับล่างที่ไม่มีความสำคัญอะไร เขาคงไม่มีทางออกหน้าเป็นแน่ เพียงแต่นายน้อยของสำนักซานตูผู้นั้นค่อนข้างทุกข์ใจกับเรื่องนี้ หลังเกิดเหตุเกิดความคับแค้นใจ จึงไปพูดกล่อมเจ้าสำนักซานตูให้มาขอความช่วยเหลือจากสำนักคุนหลุน เขาจึงจำต้องเดินทางมา
มีคนถามว่า “คนชั่วสองคนนั้นอยู่ในสภาวะระดับใด?”
ซือเฟิงเฉินกล่าวว่า “ต้นสารทฤดูปีที่แล้ว ไต้ซือจู๋กุ้ยที่ดูแลวัดเฮยหลงถูกคนชั่วสังหารทั้งๆ ที่มีภูเขาลูกหนึ่งคั่นกลางอยู่ เกรงว่าอีกฝ่ายคงอยู่ในสภาวะมิประจักษ์”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าทุกคนพลันแตกต่างกันออกไป
ชื่อเสียงของจู๋กุ้ยแห่งวัดเฮยหลงนั้นฉาวโฉ่ยิ่งนัก มิรู้ว่าหลอกลวงเศรษฐีจนสิ้นเนื้อประดาตัวมาแล้วเท่าไร กระทั่งเงินรักษาอาการป่วยของคนยากจนก็ยังไม่เว้น แล้วยังมีข่าวลืออีกว่าเขาแอบมีอะไรกับภรรยาและลูกสาวของตนเอง ไม่มีความชั่วใดไม่ทำ เพียงแต่ไต้ซือผู้นี้มีความสัมพันธ์กับกุ้ยเฟย[