2]นางหนึ่งในวังหลวง แต่ละสำนักไม่สะดวกตอแย จึงมิเคยไปจัดการอะไร
ในเวลานี้ได้ยินซือเฟิงเฉินกล่าวเช่นนี้ ทุกคนถึงได้รู้ว่าการตายอย่างฉับพลันของไต้ซือจู๋กุ้ยเมื่อปีที่แล้ว ที่แท้มีสาเหตุเช่นนี้เอง
ซือเฟิงเฉินทราบว่าทุกคนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ สองคิ้วขมวดเล็กน้อย มิได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อไปอีก หากแต่กล่าวว่า “คนชั่วสองคนนั้นลงมือเมื่อไรมิเคยมีผู้ใดรอดชีวิต จึงมีเบาะแสไม่มากเท่าไร รู้เพียงแค่พวกเขาหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย หนึ่งชายหนึ่งหญิง ใช้ผ้าสีเทาปิดบังใบหน้า กระบี่ที่ใช้เป็นกระบี่บิน มิทราบว่าทุกท่านมีความเห็นเช่นไร?”
เบาะแสมีเพียงเท่านี้ ยังจะมีความเห็นเช่นไรได้?
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ
“อย่างไรซะก็มิได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา”
ผู้ที่กล่าวคือชายวัยกลางคนผิวดำคล้ำ เขาคือผู้บำเพ็ญพรตไร้อาจารย์คนหนึ่งจากต้าเจ๋อ นามทางธรรมของเขาคือจั๋วอวี๋สื่อ
ในใจทุกคนครุ่นคิดว่าช่างเป็นคำพูดที่เหลวไหลเสียจริง ต้าเจ๋อฝึกฝนวิถีลมฝน ย่อมต้องไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าอยู่แล้ว
จั๋วอวี๋สื่อกล่าวต่อว่า “ในเมื่อใช้กระบี่ ทั้งยังมีฝีมือยอดเยี่ยมเพียงนี้ ก็คงจะเป็นปู้เหล่าหลิน อู๋เอินเหมิน ซีไห่ไม่กี่สำนักนี้นั่นแหละ”
ซือเฟิงเฉินส่ายศีรษะพลางกล่าว “แม้นมือสังหารของปู้เหล่าหลินจะโหดเหี้ยมอำมหิต แต่ก็มิได้กระทำการอย่างกำเริบเสิบสานเพียงนี้ ส่วนสำนักอู๋เอินเหมิน….”
เขามิได้กล่าวจนจบ แต่ทุกคนกลับเข้าใจความหมายของเขา
หลายปีมาน