ยามค่ำคืนพัดแผ่วเบา ผมสั้นของนางถูกพัดจนยิ่งดูยุ่งเหยิง แต่มันกลับไม่สามารถลดอุณหภูมิบนใบหน้าของนางลงได้
ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้ทำให้ใจกระบี่ของนางสั่วไหวขึ้นมาเล็กน้อย
นางมองดูจิ๋งจิ่ว พบว่าสีหน้าเขายังคงเป็นเหมือนปกติ จึงอดรู้สึกนับถือขึ้นมาไม่ได้ ภายในใจครุ่นคิดมิเสียทีที่เป็นผู้สืบทอดที่ปรมาจารย์อาไว้วางใจมากที่สุด การบำเพ็ญเพียรของเขาช่างลึกล้ำจริงๆ
ในขณะที่พวกเขาหมุนตัวเตรียมจากไป พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากที่ๆ ไม่ไกลนัก
จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงแท่งไม้ฟาดลงไปบนร่างกายคน เสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาของหญิงสาว และยังมีเสียงด่าทอที่ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย
เจ้าล่าเยวี่ยมองจิ๋งจิ่ว พลางถามว่า “ทำอย่างไรดี?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ปกติผู้บำเพ็ญพรตจะไม่ยุ่งกับเรื่องราวบนโลก”
เจ้าล่าเยวี่ยสังเกตคำว่า ‘ปกติ’ ในคำพูดของเขาประโยคนี้
จิ๋งจิ่วกล่าวอีกว่า “เรื่องน่าเศร้ามีนับไม่ถ้วน คนชั่วร้ายมีนับไม่ถ้วน ฆ่ายังไงก็ไม่หมด”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ดังนั้นจึงทำเป็นมองไม่เห็น?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ถูกต้อง”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “แล้วถ้าเห็นล่ะ?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ดูอารมณ์”
“ข้าไม่คิดเช่นนี้”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้าอยากทำอะไรก็ทำ หากเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ เช่นนั้นข้ายังจะบำเพ็ญเพียรไปทำไมอีก?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “แล้วแต่เจ้า”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “เจ้าลงมือ?”
เสียงท่อนไม้ที่อยู่ไกลออกไปหยุดลงไปแล้ว เหลือเพียงเสียงร่ำไห้และ