่ยพลางกล่าวอย่างจริงจัง “ต่อให้มีปราณกระบี่คอยคุ้มครองร่างกาย แต่มันก็ยังหนาว ลมแรงเกินไป”
กาลก่อนเนื่องเพราะเรื่องๆ หนึ่ง เขาเองก็เคยขี่กระบี่ออกจากชิงซานมายังโลกปุถุชนอยู่บ่อยครั้ง
ไม่มีโรงเตี๊ยม ไม่มีรถม้า ไม่มีเพื่อนร่วมทาง มีเพียงลมที่พัดเข้ามาไม่หยุด แล้วก็มีก้อนเมฆเป็นชั้นๆ เหล่านั้น
บางครั้งจะมีลำแสงกระบี่ปรากฏขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่ออีกฝ่ายมองเห็นลำแสงกระบี่ของเขา ส่วนใหญ่ก็มิกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ เพียงแค่คารวะอยู่ไกลๆ ก่อนจะถอยออกไป
เมื่อครั้งที่ออกมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในภูเขา อาจารย์หลี่ว์ก็เลือกที่จะเดินเท้าแทนการขี่กระบี่ ตอนแรกสุดเขารู้สึกมิค่อยชินเท่าไร ภายหลังจึงรู้สึกว่าไม่เลวเหมือนกัน
เมื่อเดินไปบนทาง จะมองเห็นทิวทัศน์ที่แตกต่างกันไป
ต้นหวายและต้นหลิวไม่เหมือนกัน น้ำพุและธารสายเล็กก็ไม่เหมือนกัน
ในภูเขาก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์เหล่านี้ได้ เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้รวดเร็วขนาดนี้
แม้นก้อนเมฆบนท้องฟ้าจะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายมันยังคงเป็นก้อนเมฆ
ในระหว่างที่เดินเท้า ก็ยังสามารถได้ยินเสียงกบร้อง ไม่เหมือนเวลาที่ขี่กระบี่ ที่ได้ยินเพียงเสียงคำรามของสายลม
“ข้าเองก็มีคำถาม”
จิ๋งจิ่วมองนางพลางถามว่า “เหตุใดพวกเราต้องมาที่เมืองเฉาหนาน?”
เจ้าล่าเยวี่ยถาม “ผู้ใดคือปรมาจารย์?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เจ้า”
เจ้าล่าเยวี่ยถามอีกว่า “ผู้ใดคือเจ้าแห่งยอดเขา?”
จิ๋ง