อดเขาเสินม่อในเวลานี้ มีเพียงเจ้าล่าเยวี่ยและจิ๋งจิ่วเพียงสองคนเท่านั้น หากเขาเข้าไปในฐานะผู้ดูแล ไม่แน่อาจจะได้รับการช่วยเหลือในด้านใดด้านหนึ่งก็เป็นได้
เพียงแต่จิ๋งจิ่วจะยินยอมหรือเปล่า?
เขาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา กล่าวว่า “แม้นเขาจะมิได้โกรธเคืองพี่หาน แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะช่วยข้า”
หลิ่วสือซุ่ยคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิ๋งจิ่วและกู้ชิง จึงถอนใจออกมาเช่นเดียวกัน
“ไม่ว่าอยากไร ข้าก็ยังคิดว่าเจ้าไม่ควรจากไป แม้นตอนนี้เจ้าจะยังมิได้สืบทอดกระบี่ สามารถย้ายไปยังสำนักอื่นได้ แต่ว่า…”
กู้ชิงนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวต่อว่า “เรื่องบางเรื่องอีกไม่นานก็จะวนมาถึงตัวข้าแล้ว ลูกศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างต้องเตรียมตัวเสียสละเพื่อชิงซานอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ?”
……
……
กู้ชิงมิได้นอนทั้งคืน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของหลิ่วสือซุ่ย ตอนนี้ยังไม่ออกไปจากชิงซาน ขณะเดียวกันก็คิดอยากลองดูว่าหนทางนั้นจะเดินต่อไปได้หรือไม่
รุ่งเช้าวันที่สอง ทันทีที่ริมธารมีเสียงคนดังขึ้น เขาก็ออกมาจากถ้ำแล้วมุ่งหน้าไปทางยอดเขาเสินม่อ
เขายืนอยู่ด้านล่างยอดเขา ได้ยินเสียงร้องของเหล่าวานรที่ดังมาจากในป่า ภายในใจรู้สึกวิตกกังวล
เพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่มีมารยาท เขาจึงมิได้ขี่กระบี่ขึ้นไป หากแต่เดินเท้าขึ้นไปแทน โชคดีที่ระหว่างทาง วานรเหล่านั้นเพียงแต่มองอาคันตุกะคนแรกนับแต่ที่ยอดเขาเสินม่อปลดข่ายพลังป้องกันผู้นี้อย่างสนใจ แต