พลางรายงานสถานการณ์ทางยอดเขาเสินม่อออกมา
หยวนฉีจิงเดินออกมานอกถ้ำ มองดูทะเลเมฆที่อยู่ใต้แสงดาวและยอดเขาโดดเดี่ยวที่โผล่พ้นชั้นเมฆที่อยู่อีกฟากหนึ่ง จากนั้นยิ้มเยือกเย็นพลางกล่าว “ช่างรนหาที่ตายจริงๆ”
ไม่รู้ว่าคำพูดประโยคนี้ของเขาหมายถึงเจ้าล่าเยวี่ยหรือจิ๋งจิ่ว หรือว่าหมายถึงพวกเขาทั้งสองคน?
……
……
ปลายยอดเขาอยู่ตรงหน้า มิได้อยู่ตรงขอบฟ้าอีก แต่ความจริงแล้วมันยังอยู่ห่างออกไปอีกสองพันกว่าจ้าง
ท้องฟ้าดำมืดเหมือนหมึกสีดำ ก้อนเมฆที่ลอยนิ่งๆ อยู่ตรงปลายยอดเขาสะท้อนแสงดาวออกมา ดูสะดุดตาเหมือนกระดาษสีขาว
ทั่วทั้งร่างของเจ้าล่าเยวี่ยล้วนเต็มไปด้วยโลหิต บนเสื้อผ้าล้วนเต็มไปด้วยรอยกระบี่ กระทั่งผ้าพันแผลก็ยังถูกฟันจนขาดอีกครั้ง ดูน่ารันทดยิ่งนัก
“เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าเหตุใดข้าถึงต้องขึ้นเขานี้ให้ได้?”
นางนั่งพิงต้นสนต้นหนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเป็นฝ่ายหยุดเดินก่อน
สีหน้านางขาวซีด สายตามิได้แน่วแน่เหมือนอย่างเวลาปกติ ดูค่อนข้างเหนื่อยล้า
จิ๋งจิ่วเดินไปหน้านาง พร้อมยื่นใบไม้ใบใหญ่ให้ใบหนึ่ง ในใบไม้รองน้ำค้างที่ใสสะอาดเอาไว้
ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ค่ำคืนได้มาถึงช่วงที่มืดที่สุด รุ่งอรุณกำลังจะมาถึง
เจ้าล่าเยวี่ยรับเอาใบไม้นั้นมา ก่อนจะจรดริมฝีปากแล้วดื่มลงไป
จิ๋งจิ่วกล่าว “เพราะเหตุใด?”
“เพราะข้าเป็นศิษย์สืบทอดที่ปรมาจารย์อาจิ่งหยางเลือกเอาไว้จริงๆ”
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูปลายยอดเขาพลางกล่าว “พวกเจ้า