ตรงหน้าผามีถ้ำที่สูงขนาดครึ่งตัวคน
สาวน้อยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านใน คล้ายรูปปั้นหิน
จิ๋งจิ่วคิดขึ้นมาได้ว่านางน่าจะเป็นใคร
อาศัยอยู่บนยอดเขากระบี่มาหลายปี ฝึกฝนวิชาเจตน์กระบี่หลอมกายา ทั่วทั้งสำนักชิงซานมีอยู่คนเดียว
เจ้าล่าเยวี่ย
“เจ้าเป็นใคร?”
เจ้าล่าเยวี่ยถาม
น้ำเสียงของนางไพเราะ ชัดเจนดุจเสียงกระบี่ หางเสียงตวัดสูงเล็กน้อย คล้ายกระบี่ที่ถูกสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงรินรดจนโค้งงอ ก่อนที่สุดท้ายจะดีดกลับมา
“จิ๋งจิ่ว”
เจ้าล่าเยวี่ยครุ่นคิด กล่าวว่า “ข้าคล้ายเคยได้ยินเรื่องเจ้า”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องเจ้า”
เจ้าล่าเยวี่ยเอียงศีรษะมองใบหน้าเขา พลันกล่าวว่า “เจ้ามิได้รูปงามเหมือนที่เล่าลือกัน”
“อาจเพราะเล่าลือกันเกินจริง”
จิ๋งจิ่วพยักหน้าให้นาง ก่อนจะออกจากหน้าผาแล้วขึ้นไปยังด้านบน
เจ้าล่าเยวี่ยมิได้สนใจเขา มิได้ได้ครุ่นคิดอะไร หากแต่หลับตาลง แล้วรับรู้ถึงเจตน์กระบี่ที่อยู่รอบกายต่อ
ปล่อยใจให้ว่าง รับเข้ามาและใช้ออกไป อาศัยสรรพสิ่งมาเติมเต็ม
ลมหายใจของนางขยับขึ้นลงตามเจตน์กระบี่ จากนั้นค่อยๆ สงบลง แปรเปลี่ยนเป็นแช่มช้า จนกระทั่งทอดยาวราวไร้ซึ่งช่องว่าง
หัวใจของนางเองก็เต้นช้าขึ้่น ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมบนหน้าผาและเจตน์กระบี่ที่สับสนวุ่นวาย ยากที่จะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ
……
……
จิ๋งจิ่วอ้อมมายังหน้าผาแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงตีนยอดเขาทางตะวันตกของยอดเขากระบี่
เขายังคงครุ่นคิดถึงเจ