องก็โน้มตัวเล็กน้อย
ผู้ที่มาคืออาจารย์อาเหมยหลี่แห่งยอดเขาชิงหรง ใบหน้าเหมือนดั่งดอกเหมยที่อยู่กลางหิมะ งดงามแต่ไม่สง่า ดูมีความเย็นยะเยือกอยู่ในตัว
นางมองกู้หานพลางกล่าวว่า “ไม่ว่าใครจะเป็นคนชี้แนะแนวทาง แต่การบำเพ็ญฝึกฝนก็ขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละคน จิ๋งจิ่วจะบำเพ็ญเพียรอย่างไร มันก็มิได้เกี่ยวข้องกับเจ้า เจ้าไม่ควรไปยุ่งกับเขา”
กู้หานกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้าย่อมมิไปสนใจความเป็นความตายของเขา เพียงอยากจะสั่งสอนปากของเขาเท่านั้น”
กลุ่มคนแตกกระจายอีกครั้ง ศิษย์น้องอวี้ซานและชายหนุ่มแซ่หยวนจากจังหวัดเล่อหลางรีบพาหลินอู๋จือเข้ามา
หลินอู๋จือมองกู้หาน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องกู้ จิ๋งจิ่วเป็นคนในชั้นเรียนของข้า ต่อให้คิดจะสั่งสอน ก็คงมิต้องลำบากถึงเจ้า”
กู้หานสูดหายใจลึก ก่อนจะจ้องมองจิ๋งจิ่วแล้วหมุนตัวเดินออกไป
“เจ้าตัดสินใจเองแล้วกันว่าหลังจากนี้จะเดินอย่างไร”
คำพูดนี้เขาย่อมมิได้พูดกับจิ๋งจิ่ว หากแต่พูดกับหลิวสือซุ่ย ความหมายก็ชัดเจนอย่างยิ่ง
หากเวลานี้หลิวสือซุ่ยรั้งอยู่ข้างกายจิ๋งจิ่ว มิยอมเดินตามเขามา อย่างนั้นหลังจากนี้ก็อย่าได้หวังจะขึ้นยอดเขาเหลี่ยงว่างอีกเลย
หลิวสือซุ่ยมองจิ๋งจิ่ว แล้วก็หันกลับไปมองกู้หานที่อยู่อีกฝั่ง บนใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยสีหน้าลังเลและลำบากใจ
จิ๋งจิ่วหมุนตัวเดินไปอีกด้าน
เมื่อมองดูแผ่นหลังของเขา บนใบหน้าของอาจารย์อาเหมยหลี่จากยอดเขาชิงหรงผู้นั้นมีสีหน้