ริษยาได้ง่าย หากคิดอยากจะเดินไปได้ไกลบนหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็ควรเรียนรู้ที่จะเก็บความถือดีของตนเอาไว้ แม้นคิดอยากจะช่วยศิษย์ร่วมสำนัก ก็สามารถใช้วิธีอื่นได้ แต่มิควรทำลายกฎของสำนัก”
“แต่กฎนี้มันโง่เขลาจริงๆ” จิ๋งจิ่วกล่าว “คนที่อยู่บนยอดเขาชิงหรงผู้นั้นถือกำเนิดที่หนานไจ้ มิได้ร่ำเรียนหนังสือ ครานั้นตอนที่ยังเป็นศิษย์นอกสำนักอ่านเคล็ดการฝึกขั้นต้นไม่เข้าใจ หากไม่มีคนสอนนางอ่านหนังสือ มิเท่ากับว่าชิงซานปล่อยให้อัจฉริยะผู้นี้หลุดมือไปหรอกหรือ?”
ครั้นได้ยินคำพูดประโยคแรก อาจารย์หลี่ว์รู้สึกโมโหยิ่งนัก เตรียมจะว่ากล่าวตักเตือนสักประโยคสองประโยค แต่พอได้ฟังคำพูดประโยคหลังของเขา ก็อดตกใจขึ้นมาเล็กน้อยมิได้?
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
เรื่องราวที่ว่านี้คือเรื่องราวของเจ้าแห่งยอดเขาชิงหรงคนปัจจุบัน มันมิได้ถือเป็นความลับ เพียงแต่เป็นเกร็ดประวัติที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ ทว่าจิ๋งจิ่วเป็นเพียงศิษย์นอกสำนัก แล้วเขาไปฟังเรื่องนี้มาจากไหน?
จิ๋งจิ่วครุ่นคิด เรื่องที่ตนเองมองเห็นเด็กน้อยคนนั้นฝึกฝนร่ำเรียนเขียนอ่านอย่างหนักคืนแล้วคืนเล่ากับตาตัวเองก็ต้องบอกเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?
อาจารย์หลี่ว์ครุ่นคิด หรือเจ้าหนุ่มนี้ก็เหมือนกับจัวหรูซุ่ยและเหล่าศิษย์ที่อยู่บนยอดเขาเหลี่ยงว่างเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นตัวหมากที่ทางสำนักวางเอาไว้ก่อนล่วงหน้า?
การวางหมากครั้งนี้ เป็นฝีมืออาจารย์ลุงอาจารย์อาบนยอดเขาไหนกันแน่?
……