หนึ่งบนยอดเขาอวิ๋นสิง
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “ยอดเขาอวิ๋นสิงคือยอดเขาที่สี่ ตลอดทั้งปีถูกปกคลุมอยู่ในหมู่เมฆ บนยอดเขามีกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนแอบซ่อนอยู่ตามก้อนหินและหน้าผา ดังนั้นจึงมีอีกนามหนึ่งว่ายอดเขากระบี่”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ ว่าเรื่องนางต่อ”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “ตอนนี้ศิษย์พี่เจ้าอายุเพียงสิบสี่ปี แต่สามารถขี่กระบี่บินได้แล้ว เช่นนั้นจะต้องบรรลุขั้นปัญญาเห็นแจ้งจนบริบูรณ์ หรืออาจจะเข้าไปถึงขั้นตั้งมั่นแล้ว”
จิ๋งจิ่วเหลือบมองดูเขา กล่าวว่า “จากนั้นล่ะ”
หลิ่วสือซุ่ยครุ่นคิดคุณชายไม่ใช่คนที่เหมาะจะรับฟังเรื่องราวเลยจริงๆ ได้ฟังเรื่องราวที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ ไม่คิดว่าควรจะแสดงสีหน้าตะลึงลานหน่อยหรือ?
มีลูกศิษย์กล่าวว่า “หลายปีมานี่ โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีอัจฉริยะอายุน้อยปรากฏตัวขึ้นมามากมาย อย่างลั่วไหวหนาน ถงเหยียน ไป๋เจ่า คนเหล่านี้ล้วนแต่มีชื่อโด่งดัง อายุยังน้อยก็สามารถเข้าสู่สภาวะขั้นที่สี่ได้แล้ว…อีกทั้งสำนักชิงซานของเรานับตั้งแต่ที่ปรมาจารย์อาบรรลุกลายเป็นเซียน ก็ขลาดแคลนสุดยอดอัจฉริยะเช่นนี้ไป แม้นเหล่าศิษย์พี่บนยอดเขาเหลี่ยงว่างจะแข็งแกร่ง แต่ก็คล้ายจะขาดอะไรบางอย่างไป…”
มีลูกศิษย์อีกคนแค่นหัวเราะออกมา กล่าวว่า “นั่นเพราะคนภายนอกมีตาหามีแววไม่ มิรู้ว่าเหล่าศิษย์พี่บนยอดเขาเหลี่ยงว่างแสวงหาธรรมวิถีด้วยการต่อสู้ มิได้สนใจชื่อเสียงของสิ่งที่เรียกว่าสภาวะอะไรเทือ