ตอนท้ายกลับยากลำบากดั่งปีนป่ายขึ้นฟ้า ฉะนั้นหากภายในสามปีพวกเจ้ามิสามารถเข้าเป็นศิษย์ในสำนักได้ เช่นนั้นหนทางสู่สวรรค์เส้นนี้ พวกเจ้าจะมิเดินต่อก็ช่าง”
เขารู้สึกทอดถอนใจขึ้นมาเล็กน้อย คำพูดที่พูดให้เหล่าลูกศิษย์ฟังนี้ คือสิ่งที่เขาได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง
บัดนี้เขาบรรลุถึงขั้นสมความนึกคิด สามารถขี่กระบี่บินไปไหนมาไหนได้อย่างใจนึก สังหารคนในสิบก้าว โลหิตมิกระเซ็นแปดเปื้อนอาภรณ์ สำหรับคนทั่วไปบนโลกแล้ว เขาเป็นเหมือนดั่งเซียนกระบี่ หากอยู่ในคฤหาสน์ของเหล่าเสนาบดีของราชวงศ์ในเมืองเจาเกอ เขาจะต้องได้รับการเคารพยกย่องแลปรนนิบัติเป็นอย่างดีแน่
แต่ที่สำนักชิงซาน เขาไม่อาจเข้าไปสู่สภาวะมิประจักษ์ได้ อายุขัยก็จะมีจำกัด ยิ่งไม่ต้องหวังจะบรรลุสภาวะใหญ่ๆ ที่เหลือหลังจากนี้ แล้วก็ย่อมไม่มีทางกลายเป็นคนที่สำนักให้ความสำคัญแน่
ก็เหมือนในตอนนี้ เขาได้แต่ต้องมาสอนเหล่าศิษย์นอกสำนักที่มิรู้เรื่องรู้ราวอะไรเหล่านี้ที่ศาลาหนานซง แม้นสำหรับสำนักแล้ว นี่จะเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งก็ตาม ทว่า….
เสียงที่ฟังดูเยาว์วัยเสียงหนึ่งดึงอาจารย์หลี่ว์กลับมาจากภวังค์
“อาจารย์เซียน หากพวกเราบำเพ็ญเพียรได้ราบรื่น เช่นนั้นก็จะมีโอกาสได้เข้าร่วมงานชุมนุมเฉิงเจี้ยน[1]หลังจากนี้อีกสามปีหรือไม่?”
มิรู้ว่าลูกศิษย์เด็กชายที่พูดคนนี้ไปได้ยินเรื่องบางเรื่องของสำนักชิงซานมาจากไหน ถึงได้รู้ว่าสำหรับลูกศิษย์หนุ่มสาวแล้ว การชุมนุมเฉิง