เหมือนกัน”
“หืม?”
“ถ้าไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้”
“ขอบคุณคุณชาย”
“อื้อ”
หลิ่วสือซุ่ยมองไปทางบุรุษหนุ่มชุดขาว เขามองดูใบหน้านี้มาเก้าวันแล้ว แม้นจะเคยชิน แต่ก็ยังรู้สึกเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่เล็กน้อย เขาขยี้ตาโดยมิรู้ตัว
“ท่าน…อารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า?”
บุรุษหนุ่มชุดขาวมองไปทางหมู่ยอดเขาที่อยู่ในหมู่เมฆอีกฟาก นิ่งเงียบมิกล่าววาจาใดเป็นเวลานาน จากนั้นพลันกล่าวว่า “ทำเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมามิหยุด ยากที่จะไม่รู้สึกหงุดหงิด”
หลิ่วสือซุ่ยครุ่นคิด กล่าวว่า “หากว่า…เรื่องนั้นคือการกินเนื้อล่ะก็”
……
……
เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปลายฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอีกครา
ความคิดเห็นของเหล่าชาวบ้านที่มีต่อบุรุษหนุ่มชุดขาวที่เรียกตัวเองว่าจิ๋งจิ่วแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนกรานคิดว่าเขาคืออาจารย์เซียนที่มาจากชิงซาน อีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าเขานั้นมิใช่อาจารย์เซียนจริงๆ หากแต่น่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลขุนนางที่ตกยากจากเมืองหลวงเจาเกอ ทว่ามีจุดหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน นั่นคือพวกเขาไม่เคยเห็นคนที่เกียจคร้านเช่นนี้มาก่อน
ในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เหล่าชาวบ้านชื่นชอบที่จะไปเดินเล่นบริเวณบ้านตระกูลหลิ่ว ไม่ว่าสถานะที่แท้จริงของจิ๋งจิ่วจะเป็นใคร พวกเขาก็มักจะชื่นชอบมองดูเขา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปเมื่อไร ก็มักจะเห็นจิ๋งจิ่วกำลังนอนอยู่เสมอ หากวันใดมีแสงแดด เขาก็จะนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ภายในสวน หากวันใดฟ้ามืดครึ้ม เขาก็จะ