รื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาถูกบิดาสั่งสอนหนักๆ ไปทีหนึ่ง โดยบอกว่าเขาไม่ดูแลอาจารย์เซียนให้ดี
จิ๋งจิ่วที่นอนอยู่บนเก้าอี้ส่งเสียง ‘อืม’ ออกมา มิรู้ว่านั่นเป็นการตอบรับหรือเป็นเพราะนอนพักผ่อนอยู่ใต้เงาไม้แล้วรู้สึกสบายอย่างมากกันแน่
น่าจะเป็นเหตุผลข้อหลังมากกว่า นิ้วอันเรียวยาวของเขาเคาะไปบนเก้าอี้ไม้เบาๆ จังหวะฟังดูสะเปะสะปะ มิได้มีกฎเกณฑ์ใดๆ แต่กลับให้ความรู้สึกเกียจคร้านอย่างหนึ่ง
หลิ่วสือซุ่ยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะวางกิ่งไม้ที่อยู่บนหลังลง
เขานั่งลงใกล้ต้นไม้ใหญ่ สองมือกอดเข่า สายตาจับจ้องไปยังเก้าอี้ไม้นั้น มิกล้าผ่อนคลายแม้เพียงครู่
ตอนนี้เขาอายุสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ยังคงชื่อสือซุ่ยอยู่ จิ๋งจิ่วมิคล้ายจะมีท่าทีคิดเปลี่ยนชื่อให้เขา สือซุ่ยครุ่นคิด สาเหตุน่าจะเป็นเพราะคุณชายขี้เกียจ
ไม่ว่าจะชื่ออะไร เขาก็ยังซื่อสัตย์น่าเชื่อถืออยู่ ในเมื่อรับปากผู้เป็นบิดาเอาไว้แล้วว่าจะดูแลคุณชายให้ดี เช่นนั้นก็ต้องทำให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเสียงเคาะเก้าอี้ของคุณชายจิ๋งจิ่วยังฟังดูน่าสนใจอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าควรจะใช้คำพูดนิยามมันอย่างไรดี รู้เพียงแต่ว่าใจของตนสงบขึ้นเรื่อยๆ
สายลมอ่อนโยนลูบไล้ผ่านผิวน้ำ แสงแดดค่อยๆ จางลง ความมืดจับตัวหนาขึ้นทุกขณะ
“สองครั้งสุดท้าย หายใจออกเร็วเกินไป”
หลิ่วสือซุ่ยได้ยินเช่นนั้นพลันตกใจเล็กน้อย จากนั้นจึงได้สติขึ้นมา กล่าวว่า “เข้าใจแล้ว”
จิ๋งจิ่วลืมตาขึ้นแล้