หลังจากผ่านเรื่องนั้นไปเวินซิ่วอี๋ก็หยุดพูด และกินอย่างเงียบๆ นางสั่งอาหารมาจนเต็มโต๊ะซึ่งพวกเขาสองคนทานไม่หมด
จนกระทั่งท้องรับต่อไปไม่ไหวแล้วนางจึงจ้องจี้เสียวอู่ “นี่! ที่เหลือให้พวกเจ้ากิน!” จี้เสียวอู่กลอกตาทำเป็นไม่สนใจ
เวินซิ่วอี๋โกรธ “สายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร”
ฉือชิ่งห้ามไว้ทัน “กินเสร็จก็กลับกันเถอะ อย่าก่อเรื่องเลย”
เวินซิ่วอี๋ฮึดฮัดแล้วปล่อยเขาไป ฉือชิ่งจ่ายเงินแล้วทั้งสี่ก็ลุกขึ้นเดินออกจากร้านอาหาร แต่ในตอนที่ก้าวข้ามธรณีประตูหมิงเวยก็เดินสะดุดจนตัวเอนจนเกือบทับตัวเวินซิ่วอี๋
เวินซิ่วอี๋หงุดหงิด “เดินยังไงกัน”
หมิงเวยยิ้มขอโทษ “ข้าชาที่เท้านิดหน่อย” แต่เมื่อสัมผัสแขนเสื้อนางก็ทำสีหน้าสงสัย “เอ๋ หยกของข้าล่ะ”
จี้เสียวอู่เห็นอย่างรวดเร็ว “อยู่นั่น!” เขารีบเดินไปหยิบกำไลหยกที่กลิ้งออกไป
หมิงเวยรับมาแล้วปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวังจากนั้นก็เก็บเข้าไปในอกเสื้อ
“ไปกันเถอะ” เวินซิ่วอี๋ขมวดคิ้ว และหันหลังกลับ
เมื่อทั้งสี่คนเดินออกไปเหล่าชาวยุทธภพโต๊ะข้างๆ ก็พูดคุยกัน
“เห็นหยกนั่นหรือไม่ เนื้อดีมากน่าจะราคาร้อยสองร้อยตำลึงได้”
“ไม่เพียงแค่นั้น! ไม่มีรอยด่างของสีเลยสักนิดหยก