งๆ ปกปิดร่องรอยไว้อย่างสมบูรณ์”
เวินซิ่วอี๋จำเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ ท่านจำได้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เหมือนจะได้ยินเสียงขลุ่ย”
ฉือชิ่งนึกย้อน “หรือว่าเป็นคุณหนูหมิงที่เป่าขลุ่ยเพื่อทำลายค่ายกลนี้”
เวินซิ่วอี๋ส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่ เสียงขลุ่ยนั้นอยู่ไกลออกไป แต่ตอนนั้นค่ายกลที่เราตั้งในวัดดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับว่าได้ รับอิทธิพลจากบางสิ่งบางอย่าง”
“ท่านหมายความว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซงงั้นหรือ”
เวินซิ่วอี๋พยักหน้า “เมื่อครู่ข้าก็คิดว่ามันแปลกสตรีผู้นั้นเหตุใดถึงไม่กลับมาช่วยคน หรืออาจเป็นเพราะนางถูกผู้อื่นเกาะเกี่ยวไว้อยู่”
ฉือชิ่งอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “มีคนล่อนางมาที่นี่! เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ที่ถูกพาตัวไปเมื่อครู่จะเป็นนาง”
เวินซิ่วอี๋เลิกคิ้ว “นั่นเป็นกลุ่มหูเหริน ข้าไม่เชื่อว่าหูเหรินจะมีความสามารถนี้”
ก็จริงคนหูเหรินพวกนั้นดูไม่เหมือนคนเป็นเคล็ดวิชาเลย ทั้งสองยังคงเดินตามร่องรอยของค่ายกลไปตลอดทางจนถึงไหล่เขา
“ดูเหมือนว่าจะจบลงแล้ว” ฉือชิ่งพูด “พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
เวินซิ่วอี๋กำลังจะพยักหน้า แต่จู่ๆ นางก็ใจเต้นแรงจนโพล่งออกไปว่า “เ